postcard

นมัสเตคือคำทักทายของชาวเนปาลเหมือนคำว่าสวัสดีของไทย  หลายคนคงรู้จักประเทศเนปาลในฐานะที่เป็นประเทศในอ้อมกอดแห่งขุนเขาหิมาลัย ดินแดนแห่งป่าหิมพานต์ เป็นที่ตั้งของยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลก ถูกขนาบด้วยยักษ์ใหญ่อย่างอินเดียและจีน เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกติดทะเล จากอุปสรรคทางกายภาพกลับทำให้เนปาลปลอดภัยและเป็นอิสระจากการแผ่ขยายอาณานิคมของชาติอื่น ๆ จึงไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจเช่นเดียวกับประเทศไทย
 
 
 
เนปาลมีเมืองหลวงคือกรุงกาฎมัณฑุ ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาล้อมรอบทุกด้าน เป็นที่ราบคล้ายแอ่งกระทะ มีชัยภูมิเหมาะสมในการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนมาหลายพันปี มีวัฒนธรรมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ซึ่งผสมผสานอิทธิพลจากศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนแน่นแฟ้น เราจะพบรูปแกะสลักเทพเจ้าฮินดู กับพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้าอยู่เคียงกันตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วไป ไม่ได้ขัดแย้งแบ่งแยกเหมือนในหลาย ๆ ประเทศ
 
บริเวณรอบกาฏมัณฑุ เป็นที่ตั้งของโบราณสถานที่สำคัญมากมาย แต่ที่โดดเด่นมากจนได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้มี 7 แห่งด้วยกัน ซึ่งเราจะตามไปเที่ยวด้วยกันครับ
 
 
 
แห่งแรกคือวัดสวยัมภูนาถ (Swayambhunath Temple) ตั้งอยู่บนเขาลูกเล็ก ๆ ทางตะวันตกของกรุงกาฏมัณฑุ เป็นวัดซึ่งเชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดในหุบเขากาฏมัณฑุ  ตำนานกล่าวว่าเมื่อนานมาแล้วหุบเขากาฏมัณฑุเคยเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ (มีหลักฐานทางธรณีวิทยาด้วย) ภูเขาที่ตั้งของวัดเคยเป็นเกาะกลางทะเลสาบ  ต่อมาพระโพธิสัตว์มัญชุศรี ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งในศาสนาพุทธแบบมหายาน ได้เสด็จมาและทรงเห็นว่าที่ตรงนี้มีทำเลเหมาะสมในการตั้งบ้านเรือน จึงทรงใช้พระขรรค์กรีดเป็นทางเพื่อให้น้ำไหลออกจากหุบเขาเกิดเป็นแผ่นดินขึ้นมา เกาะสวยัมภูนาถจึงกลายเป็นภูเขาลูกเตี้ยยืนโดดเดี่ยวอย่างในปัจจุบัน
 
 
 
ตัวสถูปเป็นครึ่งทรงกลมคว่ำสีขาว สถูปในพุทธศาสนาในประเทศเนปาลส่วนใหญ่จะเป็นทรงนี้ มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน 
 
 
 
เหนือสถูปเป็นบัลลังก์ รูปร่างเหมือนกล่องสี่เหลี่ยม มีจุดเด่นคือภาพวาดเป็นรูปดวงตาที่จ้องมองไปทั้งสี่ทิศ (all-seeing eyes) ดวงตาเร้นลับนี้สะกดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเนปาลเพื่อมาสบประสานตาเนื้อเข้ากับดวงตาแห่งธรรมบนสถูปสวยัมภูนาถ  เป็นดวงเนตรแห่งความกรุณา ดวงตาเห็นธรรม  เปรียบเสมือนพระพุทธเจ้ากำลังจ้องมองทุกคนอยู่  เพื่อให้เราประกอบแต่คุณงามความดีเพื่อบรรลุซึ่งความหลุดพ้น  ตรงกลางระหว่างตาทั้งสองข้างมีลวดลายเหมือนจมูก แท้จริงแล้วเป็นเลข ๑ ในภาษาเนปาล ซึ่งตีความได้หลายอย่าง อาจหมายถึงความเป็นหนึ่งเดียวของทุกสิ่งหรือหมายถึงหนทางแห่งการดับทุกข์มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น  นอกจากนั้นระหว่างคิ้วทั้งสองข้างยังมีดวงตาที่สามตรงกลางหน้าผาก ถือเป็นดวงตาแห่งปัญญา 
 
 
 
เหนือบัลลังก์เป็นปล้องไฉนมี 13 ปล้อง แสดงถึงขั้นตอนในการไปสู่นิพพาน ๑๓ ขั้น ถัดขึ้นไปเป็นฉัตร ด้านบนสุดเป็นปลียอด  รอบสถูปประดับด้วยธงภาวนา เป็นธงผืนเล็กมีสีต่าง ๆ บนผืนธงเขียนบทสวดมนตร์ เชื่อว่าเมื่อธงโบกสะบัดจะช่วยพัดพามนตราไปกับสายลมจนถึงสวรรค์
 
 
 
สถูปที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสวยัมภูนาถคือสถูปโพธนาถ  ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของกรุงกาฏมัณฑุ  อยู่บนเส้นทางการค้าโบราณที่เชื่อมต่อกับทิเบต  จึงเป็นที่เคารพสักการะของพ่อค้าที่กำลังจะเดินทางไปค้าขายหรือที่เพิ่งเดินทางกลับซึ่งต้องผ่านเทือกเขาหิมาลัยอันยิ่งใหญ่และอันตราย  เป็นที่จาริกแสวงบุญของชาวพุทธโดยเฉพาะจากทิเบต
 
 
 
สถูปโพธนาถเป็นสถูปขนาดใหญ่ทรงเดียวกับสถูปสวยัมภูนาถ  ในขณะที่สถูปสวยัมภูนาถเป็นสถูปที่เก่าแก่ที่สุดในหุบเขากาฏมัณฑุ แต่สถูปโพธนาถเป็นสถูปที่ใหญ่ที่สุดในหุบเขาแห่งนี้เช่นกัน
 
 
 
เหนือสถูปตรงบัลลังก์วาดเป็นรูปดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกัน
 
 
 
ไม่ไกลจากวัดโพธนาถ เรามาถึงมรดกโลกอีกแห่งชื่อว่าวัดปศุปตินาถ (Pashupatinath) เป็นวัดฮินดูที่สร้างถวายแด่องค์พระศิวะ หนึ่งในสามเทพสูงสุดของชาวฮินดู ซึ่งประกอบด้วยพระพรหม พระวิษณุหรือพระนารายณ์ และพระอิศวรหรือพระศิวะ  ถือเป็นวัดฮินดูที่สำคัญที่สุดในเนปาล
 
ริมฝั่งแม่น้ำหน้าวัดเป็นที่เผาศพกลางแจ้ง (เหมือนที่เมืองพาราณสี ริมฝั่งแม่น้ำคงคาในอินเดีย) ซึ่งเมื่อเผาเสร็จแล้วจะโกยขี้เถ้าลงแม่น้ำเพื่อให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ เตือนใจคนที่ยังมีลมหายใจถึงสัจธรรมแห่งชีวิต
 
 
 
ในหุบเขากาฏมัณฑุ มีเมืองที่เป็นศูนย์กลางและโดดเด่นทางศิลปวัฒนธรรมอยู่ 3 เมือง ถือว่าเป็นเมืองพี่เมืองน้อง แต่เป็นพี่น้องที่ทะเลาะเบาะแว้งแข่งขันชิงดีชิงเด่น จนบ้านเมืองอ่อนแอ  ในที่สุดถูกยึดครองจากกองทัพภายนอกหุบเขา  เมืองทั้งสามที่ว่าคือกาฏมัณฑุ ปาตัน และภัคตะปูร์  ในช่วงที่รุ่งเรืองต่างก็สร้างปราสาทราชวัง วัดวาอาราม แข่งกันอย่างสุดฝีมือ ทั้งสามเมืองมีศูนย์กลางที่เรียกว่าจัตุรัสพระราชวัง หรือ Durbar Square ซึ่ง Durbar Square ทั้งสามเมืองต่างได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้
 

 

จัตุรัสเดอร์บาร์แห่งกาฎมัณฑุอัดแน่นไปด้วยวัด เทวาลัย และพระราชวัง ตลอดจนบ้านเรือนเก่าแก่ที่กลายมาเป็นร้านขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว

 

สถาปัตยกรรมที่พบในเนปาลส่วนใหญ่เป็นอาคารทรงมณฑป มีฐานเป็นสี่เหลี่ยม หลังคาซ้อนกันเป็นชั้น ๆ มีตั้งแต่ ๑ ชั้นจนถึง ๕ ชั้น เดิมสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ต่อมาอาจสร้างด้วยหินแต่เลียนแบบเครื่องไม้เพื่อความคงทนถาวร

 

เทวรูปสลักพระศิวะภาคไภราวะ (Bhairava) องค์ดำ เป็นพระศิวะภาคดุร้าย เป็นที่เคารพมากในประเทศเนปาล  สวมพวงมาลัยกะโหลกมนุษย์ เหยียบบนซากศพมนุษย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนอวิชชาของมนุษย์  เชื่อกันว่าใครที่โกหกต่อหน้าพระพักตร์ของเทวรูปนี้จะต้องตาย จึงใช้บริเวณนี้เป็นที่ตัดสินคดีในสมัยก่อน 

 

พระพักตร์ของพระไภราวะขาว ปกติไม่เปิดให้ชมยกเว้นในช่วงเทศกาลอินทรายาตราในเดือนสิงหาคม-กันยายน  คนไทยรับพระไภราวะมาและเรียกว่าพระพิราพ เป็นบรมครูยักษ์ที่เป็นที่ยกย่องสูงสุดในวงการนาฏศิลป์

 

ข้าง ๆ จัตุรัสเดอร์บาร์เป็นที่ตั้งของตำหนักกุมารี (Kumari Bahol)  ชาวเนปาลเชื่อว่ากุมารีคือเทพเจ้าที่ยังมีชีวิตอยู่ในร่างเด็กหญิง 

 

กุมารีจะได้รับการคัดเลือกจากเด็กหญิงอายุ 4-5 ปีจากตระกูลศากยะที่นับถือศาสนาพุทธ (ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับพระพุทธเจ้า)  ที่มีลักษณะดีครบ ๓๒ ประการถูกต้องตามตำรา และผ่านการทดสอบต่าง ๆ จนมั่นใจ  กุมารีจะทำหน้าที่เทพนารีจนกระทั่งมีเลือดไหลออกจากร่างกายไม่ว่าจากสาเหตุ ใดก็ตาม ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเป็นโลหิตจากระดูครั้งแรก จากนั้นจึงจะมีการคัดเลือกกันใหม่

สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราหากได้เห็นกุมารีโผล่หน้ามาทางหน้าต่างชั้นบนเพียง 5 วินาที ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว  แต่ห้ามถ่ายภาพกุมารีโดยเด็ดขาด นอกจากในงานเทศกาลอินทรายาตรา ที่จะมีการแห่กุมารีไปรอบเมือง

 

เมืองมรดกโลกแห่งที่สองคือเมืองปาตัน ซึ่งอยู่เพียงข้ามแม่น้ำบักมาติเหมือนกรุงเทพฯ กับธนบุรี ในปัจจุบันเขตชานเมืองของทั้งกาฏมัณฑุและปาตันขยายตัวจนเชื่อมเมืองทั้งสองจนเหมือนเมืองเดียวกันไปแล้ว  เมืองปาตันมีอีกชื่อว่าลลิตปูร์ (Lalitpur) หรือลลิตปุระ มาจากคำว่าลลิตา สมาสกับปุระซึ่งแปลว่าเมือง รวมแล้วจึงแปลว่านครอันงดงาม

 

ศูนย์กลางของปาตันอยู่จัตุรัสเดอร์บาร์ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยโบราณสถาน เทวาลัย วัด และพระราชวัง  สิ่งก่อสร้างชิ้นเอกในจัตุรัสเดอร์บาร์คือวัดกฤษณะหรือกฤษณะมัณฑิระ (Krishna Mandir) เป็นอาคารทรงสิกขร (อ่านว่าสิกขะระ) ซึ่งแปลว่าภูเขา เป็นทรงที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย วัดนี้โดดเด่นสะดุดตาตัดกับอาคารอื่น ๆ ที่เป็นทรงมณฑปตามแบบประเพณีนิยมเนปาล  สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์  ด้านหน้ามีเสายอดเป็นครุฑ ซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์

 

ไม่ไกลจากจัตุรัสเดอร์บาร์ในปาตัน มีวัดทั้งในศาสนาพุทธและฮินดูมากมาย  วัดพุทธแห่งหนึ่งที่น่าสนใจคือวัดมหาพุทธะ (Mahabuddha Temple) ที่ซุกซ่อนตัวอยู่หลังตึกแถว มีทางเข้าเล็กนิดเดียว เป็นเจดีย์ทรงสิกขร มีต้นแบบมาจากมหาเจดีย์ที่พุทธคยา  ผนังสร้างเป็นช่องเล็ก ๆ จำนวนมากมาย แต่ละช่องประดิษฐานพระพุทธเจ้าไว้

 

เมืองโบราณอันดับสามในหุบเขากาฏมัณฑุคือภัคตะปูร์ (Bhaktapur) ภัคตะคือภักดี ปูร์หรือปุระคือเมือง ภักตะปูร์จึงเรียกแบบไทย ๆ ว่าภักดีปุระ แปลว่าเมืองแห่งความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า

เมืองภัคตะปูร์มีจัตุรัสใหญ่กลางเมืองที่สำคัญอยู่สามแห่งเชื่อมด้วยถนนคนเดินซึ่งเป็นเส้นทางการค้าโบราณ  จัตุรัสแห่งแรกคือจัตุรัสเดอร์บาร์ เป็นที่ตั้งของพระราชวังและวัดสำคัญ ๆ หลายวัด

 

ทางเข้าพระราชวังเป็นพระทวารทองคำซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นงานศิลปะที่โดดเด่นสุดแห่งหนึ่งในหุบเขากาฏมัณฑุ

 

เดินเลยจัตุรัสเดอร์บาร์มานิดเดียว จะพบจัตุรัสกว้างอีกแห่งที่มีจุดเด่นคืออาคารทรงมณฑป 5 ชั้น ชื่อว่าวัดนยาทาโปลา (Nyatapola Temple) แปลตรงตัวว่าวัด 5 ชั้น  ตั้งอยู่บนฐานเขียงอีก 5 ชั้น ทำให้สูงโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ของภัคตะปูร์  เป็นวัดที่สูงที่สุดในเนปาล

 

สองข้างบันไดเป็นรูปหินแกะสลักต่าง ๆ เป็นคู่ ๆ วัดขนาดใหญ่ที่อยู่อีกด้านของจัตุรัส ชื่อว่าวัดไภราพนาถ สร้างอุทิศถวายแด่พระไภราวะ ซึ่งคือภาคดุร้ายของพระศิวะ

 

ภัคตะปูร์อยู่ห่างจากกาฏมัณฑุประมาณ 30 กิโลเมตร ห่างไกลพอที่ทำให้ยังคงรักษาสภาพแบบบ้านเรือนดั้งเดิมได้มากที่สุดในสามเมือง  วิถีชีวิตที่นี่เปลี่ยนแปลงน้อยมากจากเมื่อหลายร้อยปีก่อน ชาวบ้านยังคงดำรงชีพด้วยการผลิตงานหัตถกรรม เช่นการปั้นหม้อ โอ่ง ไห แจกัน แล้วนำมาตากแดดกลางลาน

 

วัดสำคัญของพระนารายณ์อีกแห่งชื่อว่าวัดพุธนิลกัณฑะ (Budhanilkantha Temple) ซึ่งมีรูปแกะสลักพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ แต่ไม่ใช่รูปนอนตะแคงที่คุ้นเคย ที่นี่เป็นรูปพระนารายณ์นอนหงายอยู่กลางน้ำจริง ๆ บรรทมอยู่บนหลังพญาอนันตนาคราช 11 เศียร มีน้ำล้อมรอบอยู่ในสระ เปรียบเสมือนทรงประทับอยู่ในเกษียรสมุทร พระหัตถ์ทั้งสี่ถือคทา จักร สังข์ และดอกบัว  เชื่อว่าสลักจากหินก้อนเดียวและมีอายุเก่าแก่กว่า 1500 ปี

 

จุดชมวิวเทือกเขาหิมาลัยที่ใกล้กาฏมัณฑุที่สุดจุดหนึ่ง สามารถเห็นวิวได้รอบด้านเป็นมุม 180 องศาคือที่ นาการ์กอต (Nagarkot) ซึ่งอยู่บนเขาสูง 2165 เมตร  เดิมเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ บนเส้นทางการค้าระหว่างทิเบตกับกาฏมัณฑุ  เมื่อเนปาลเปิดรับนักท่องเที่ยวในทศวรรษที่ 60 นาการ์คอตได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกเหนือเทือกเขาหิมาลัย

 

ขอจบกระทู้นี้ด้วยภาพวิวของเทือกเขาอันนาปูรนะ (Annapurna) ที่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย ทางด้านตะวันตกของกาฏมัณฑุ มียอดเขาที่สวยงามเหมือนยอดพีระมิดคือยอดมัจฉาปูชเร (Machapuchre) ทางด้านขวาของรูป