ผมได้มีโอกาสไปทำงานที่ประเทศคาซัคสถาน  ถือว่าเป็นโชคดีเพราะถ้าไม่ได้ไปทำงานก็คงยากที่จะมีโอกาสไปเยือนประเทศแบบนี้ แถมขั้นตอนการวีซ่าเข้าคาซัคสถานก็วุ่นวายเหลือเกิน สถานทูตเปิดแค่จันทร์ พุธ ศุกร์ 10-12 น. ถ้าไปช้าแถวยาวก็ต้องรอไปอีก 2-3 วัน แต่ถือว่าโชคดีที่ประเทศไทยมีสถานทูตคาซัคสถาน  ชาวต่างประเทศบางคนต้องเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อขอวีซ่าที่สถานทูตในไทย  ในเมื่อมีโอกาสดีครั้งนี้แล้ว เลยถือโอกาสทำรีวิวประเทศคาซัคสถานเพื่อแบ่งปันประสบการณ์กับเพื่อน ๆ ให้ได้ชมกัน
 
 
 
เชื่อไหมครับประเทศไทยมีเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ ไปยังเมืองอัลมาตีของคาซัคสถาน 3 วันต่อสัปดาห์ โดยสารการบินแอร์อัสตานา (Air Astana) ของคาซัคสถาน ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง หรือจะใช้สายการบินอุซเบกิสถานแอร์ก็ได้ โดยบินเข้ากรุงทาชเคนต์ก่อนเพื่อเปลี่ยนเครื่องมานครอัลมาตี  แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานในไทยหลายหมื่นคน แต่คนไทยไปเยือนคาซัคสถานเพียงแค่หลักร้อยเท่านั้น
 
 
 
ก่อนจะถึงคาซัคสถานจะต้องบินผ่านเทือกเขาเทียนซาน ซึ่งเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติกั้นระหว่างสามประเทศ คือ จีน คาซัคสถาน และคีร์กิซสถาน
 
 
 
และแล้วเราก็มาถึงสนามบินอัลมาตี มีวิวเทือกเขาเทียนซานเป็นฉากหลัง  เที่ยวบินเข้าออกคาซัคสถานส่วนใหญ่ยังใช้อัลมาตีเป็นศูนย์กลาง
 
 
 
ด้านหน้าสนามบิน
 
 
 
เรามาทำความรู้จักกับประเทศนี้กันซักหน่อยก่อน ประเทศคาซัคสถานอยู่ในภูมิภาคเอเชียกลางที่เพิ่งได้รับเอกราชจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ. 1991 หรือ 20 ปีมาแล้ว  เป็น 1 ใน 5 ประเทศในกลุ่ม “สถาน” ได้แก่ คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน คีร์กิซสถาน ทาจิกิสถาน และเตอร์กเมนิสถาน ที่แยกตัวออกมา แต่อาจจะรวมอาเซอร์ไบจันอีกหนึ่งประเทศ ถือว่าเป็นกลุ่มประเทศเตอร์กิก (Turkic) ที่นับถืออิสลามในสหภาพโซเวียตเดิม   

คาซัคสถานมีเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก  และกำลังเป็นประเทศที่ร่ำรวยติดอันดับโลก เนื่องมาจากการค้นพบแหล่งน้ำมัน และแก๊สธรรมชาติในทะเลสาบแคสเปียน  เป็นประเทศที่มีเมืองสำคัญสองเมือง ได้แก่อัลมาตี (Almaty) ซึ่งเป็นเมืองหลวงเดิม เป็นศูนย์กลางการค้า การติดต่อสื่อสาร การศึกษา เต็มไปด้วยกลิ่นอายและบรรยากาศแบบรัสเซีย  กับเมืองอัสตานา (Astana) ซึ่งเป็นเมืองหลวงปัจจุบันที่กำลังสร้างอัตลักษณ์ใหม่ในฐานะเมืองหลวงของโลก ในศตวรรษที่ 21 ที่ผสมผสานความเป็นคาซัคเข้ากับโลกแห่งอนาคต
 
 
 
เมืองอัลมาตี (Almaty) เป็นเมืองหลวงเดิมตั้งแต่สมัยรวมอยู่ในสหภาพโซเวียต มีอายุประมาณ 150 ปี  รัสเซียสร้างเมืองอัลมาตีขึ้นมาเพื่อเป็นจุดยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมชายแดนติดต่อกับประเทศจีน โดยมีเทือกเขาเทียนซานอันสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เป็นพรมแดนธรรมชาติ
 
 
 
อัลมาตีจึงเป็นเสมือนศูนย์กลางของสหภาพโซเวียตในเอเชียกลาง มีผู้คนอยู่อาศัยมายาวนาน  ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะสูญเสียตำแหน่งเมืองหลวงให้กับอัสตานา  แต่ก็ดูเหมือนไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด  อัลมาตียังคงสถานภาพเมืองใหญ่ที่สุดในคาซัคสถาน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การศึกษา การคมนาคม มีประชากรอาศัยหนาแน่นที่สุด  อาคารบ้านเรือน ถนน และสวนสาธารณะในอัลมาตีสร้างแบบรัสเซีย จนทำให้อัลมาตีได้รับสมญานามว่าเป็นมอสโคว์แห่งเอเชียกลาง
 
 
 
จริง ๆ แล้ว คาซัคสถานเป็นประเทศสุดท้ายที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต ทั้งที่แต่แรกคงไม่อยากแยกเท่าไหร่เพราะยังคงต้องการพึ่งพิงจากรัสเซียอยู่  แต่ในเมื่อประเทศอื่น ๆ ยังแยกออกไปแล้วเราจะนิ่งดูดายได้อย่างไร สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า  โชคดีที่ไม่นานหลังจากนั้นมีการขุดค้นพบน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในทะเลสาบ แคสเปียน  ทำให้คาซัคสถานกลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยติดอันดับโลกขึ้นมาทันที  บริษัทน้ำมันต่างชาติพากันจ้องเพื่อต้องการสัมปทานแหล่งพลังงานแห่งใหม่ของโลก  ประชากรชาวคาซัคสถานร่ำรวยขึ้นมาในพริบตา ถึงแม้ว่าคนจนก็ยังจนติดอันดับโลกเช่นเดียวกัน  ตามถนนในเมืองใหญ่จะพบรถหรูหราฟู่ฟ่าวิ่งกันเต็มถนนไปหมด  ตึกใหญ่ ๆ กำลังสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วน  ฟองสบู่กำลังเบ่งบาน
 
 
 
ที่พักที่ผมไปทำงานอยู่นอกเมืองอัลมาตี  เค้าจัดให้เข้าไปเที่ยวชมตัวเมืองอัลมาตีเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมง  เหมือนทัวร์โฉบมากกว่า ก็เลยพยายามเก็บบรรยากาศของเมืองผ่านจากรถบัสให้ได้ชมกัน 

พิพิธภัณฑ์กลาง (Central State Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในอัลมาตี  บอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ชาติคาซัคสถาน  ผมไม่ได้เข้าพิพิธภัณฑ์นี้ แต่ได้ไปพิพิธภัณฑ์ในกรุงแอสตานาแทน ซึ่งจะพาชมต่อไป
 
 
 
โรงอุปรากร (Opera House) สร้างขึ้นโดยโซเวียตในปี ค.ศ. 1934 ในสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกที่พบเห็นทั่วไปในรัสเซีย  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อนาซีบุกรัสเซีย คณะอุปรากรแห่งนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งใหม่ที่เมือง อัลมาตี และฝึกสอนเด็ก ๆ ในท้องที่ให้มีฝีมือ จนทำให้เมืองนี้กลายเป็นสถานที่ชั้นนำระดับโลกแห่งหนึ่งในการแสดงอุปรากร
 
 
 
อัลมาตีมีสวนสาธารณะเยอะมาก มีลานอนุสาวรีย์สำคัญหลายแห่งตามรูปแบบรัสเซีย  อนุสาวรีย์แห่งอิสรภาพ (Monument of Independence) เป็นเสาหินที่สูงมาก ด้านบนเป็นรูปปั้นของมนุษย์ทองคำ (Golden Man) ขี่หลังเสือดำติดปีก  มนุษย์ทองคำจริง ๆ คือเสื้อผ้าของมนุษย์โบราณประดับด้วยทองคำที่ถูกขุดค้นพบขึ้น ชาวคาซัคถือว่ามนุษย์ทองคำเป็นบรรพบุรุษของพวกตน  เราจะได้เห็นชุดจำลองของมนุษย์ทองคำต่อไปครับ
 
 
 
ฝั่งตรงข้ามกันเป็นศาลาว่าการเมืองอัลมาตี (City Hall)  เดิมเคยเป็นที่ทำการรัฐบาลของคาซัคสถานก่อนย้ายเมืองหลวงไปอัสตานา
 
 
 
จัตุรัสอัสตานา (อัสตานาแปลว่าเมืองหลวง) แต่คนทั่วไปเรียกว่าจัตุรัสเก่า กลางจัตุรัสเป็นรูปปั้นของสองวีรสตรีชาวคาซัคสถานที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2  ซึ่งแทนที่อนุสาวรีย์ของเลนินภายหลังประกาศอิสรภาพ
 
 
 
ฝั่งตรงข้ามเป็นมหาวิทยาลัย Kazakh-British University  ซึ่งเดิมเคยเป็นรัฐสภาก่อนจะย้ายเมืองหลวง  ว่ากันว่าภายในตึกนี้มีสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพครบทุกอย่างเผื่อไว้ในกรณีเหตุฉุกเฉินเช่นสงคราม การจลาจล
 
 
 
ตอนที่เราไป เจอหนุ่มสาวคู่นี้ที่กำลังเข้าพิธีแต่งงานมาถ่ายรูปที่อนุสาวรีย์แห่งนี้  ตามสวนสาธารณะและอนุสาวรีย์สำคัญ ๆ จะเห็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวและญาติ ๆ มาถ่ายรูปกันเต็มไปหมด  หนุ่มสาวที่นี่แต่งงานกันตั้งแต่อายุน้อย ๆ ทั้งนั้นเลย  สงสัยกลัวมีลูกไม่ทันพัฒนาประเทศเพราะประชากรคาซัคสถานมีเพียงแค่ 15 ล้านคนเท่านั้น
 
 
 
ที่ปล่อยนกพิราบแสดงว่ากำลังปล่อยอิสรภาพไปใช่มั้ยครับน้อง  อิอิ
 
 
 
ลองดูรถแต่งงานแต่ละคัน ทำไมมันเยอะและเลิศหรูอลังการขนาดนี้
 
 
 
ทางเข้าสวนพฤกษศาสตร์ นี่ก็เป็นอีกจุดที่คนโดยเฉพาะคู่บ่าวสาวนิยมมาถ่ายรูป



สวนสาธารณะที่สำคัญที่สุดในเมืองคือสวนพันฟิลอฟ (Panfilov Park) ซึ่งใจกลางสวนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโบสถ์สีสันสดใสเหมือนลูกกวาด ชื่อว่าโบสถ์แอสเซนชัน (Ascension Cathedral) หรืออีกชื่อว่าโบสถ์เซนคอฟ (Zenkov Cathedral) สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1907 สร้างด้วยไม้ทั้งหลังโดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว  ถือเป็นโบสถ์ไม้ที่สูงเป็นอับดับสองของโลก
 



โบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์แบบรัสเชียนออร์โทดอกซ์ (Russian Orthodox) ที่งดงามแข่งกับโบสถ์ที่สำคัญในกรุงมอสโคว์หรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเลยทีเดียว



ในช่วงที่อยู่ภายใต้สหภาพโซเวียต โบสถ์แห่งนี้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์และโรงละครสำหรับจัดแสดงคอนเสิร์ต  หลังจากได้รับเอกราชจึงมีการฟื้นฟูให้กลับมาทำหน้าที่เป็นโบสถ์เหมือนเดิม



โดมรูปหัวหอมตามแบบโบสถ์รัสเซีย

 
 
อีกซักรูป
 
 
 
สำหรับอัลมาตีก็จบลงเพียงเท่านี้ คราวหน้าจะนำเสนอภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวคาซัค ก่อนจะมาถึงยุคปัจจุบัน ขอบคุณสำหรับการติดตาม
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

พอดีว่าอยากไปประเทศคาซัคสถานมากมีเพื่อนอยู่นั่น ช่วยแนะนำการไปทำวีซ่า การไปเมืองอัลมาตี ต่าใช้จ่ายของที่นั่นหน่อยคะ

#13 By Chattima (103.7.57.18|121.31.251.3) on 2013-01-10 18:09

ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ
เป็นรีวิวที่ทำให้อยากไปมาก
อีกนัยหนึ่ง ก็เป็นรีวิว ที่ละเอียดมาก เหมือนกับเราได้ไปอยู่ที่นี่เอง
ขอสมัครเป็นแฟนคลับด้วยคนนะคะ

#12 By Malt (103.7.57.18|202.90.6.36) on 2012-06-19 08:32

เมืองดูเป็นระเบียบเรียบร้อย มีคุณภาพชีวิตดีนะคะ
โบสถ์ นี่สุดยอดมาก ดูยังไงก็ไม่เหมือนไม้ สีสันสดใสจริง ๆ

confused smile

#11 By friday on 2011-01-19 17:12

น่าไปจังเลยค่ะ ขอบคุณที่เล่าสู่กันฟังนะคะ รูปสวยด้วยค่ะ ^^

#10 By เจนเนสซ่า on 2011-01-17 18:49

ขอบคุณอีกครั้งครับ

#9 By Cherokee on 2011-01-16 16:12

ซิริลลิกเขียน Кыргызстан อ่านในแบบสำเนียงท้องถิ่นเป็น [qɯrʁɯzstɑ́n] (คือร์รึซสถาน) ยิ่งดูแปลกไปใหญ่เลย
แต่ถ้าอ่านแบบรัสเซียก็เป็น [kɨrɡɨsˈtan] (คือร์กึสถาน)
อักษร ы ในภาษารัสเซียมันออกเสียงเป็น อึย ซึ่งถ้าฟังเร็วๆมันก็คงแยกไม่ออกนัก ถอดเป็นสระ อี ไปเลยก็คงไม่เป็นไร น่าจะดีกว่า เพราะไม่เคยเห็นใครเขียนว่า คือร์กึสถาน จริงๆเหมือนกัน

#8 By φυβλας on 2011-01-16 11:54

ฝรั่งที่พูดอังกฤษจะออกเสียงว่าเคอร์กิซสถานทั้งนั้นเลยครับ เลยอยากดูตัวสะกด Cyrillic ว่าออกเสียงอย่างไร ผมถามหลายคนทั้งไทย ฝรั่ง อุซเบก ก็ตอบทุกอย่างเลยครับ มีตอบทั้งสามแบบเลยครับ

#7 By Cherokee on 2011-01-15 15:39

ที่จริงคิดว่าน่าจะได้ทั้ง คีร์กิซสถาน หรือเคียร์กิซถาน แต่คงไม่ใช่ เคอร์กิซสถาน
แต่โดยทั่วไปคนเรียกว่าคีร์กิซสถาน ก็น่าจะตามนั้น ไม่เคยเห็นคนเขียนว่าเคียร์กิซสถานเหมือนกัน

#6 By φυβλας on 2011-01-15 08:45

φείβλας - ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำนะครับ ขออนุญาตกลับไแก้ไขเลยนะครับ ผมรบกวนอีกคำสิครับ ชื่อประเทศ Kyrgyzstan ควรจะออกเสียงว่าอะไรครับ ที่ผมได้ยินไม่แน่ใจว่าควรออกเสียงเป็นคีร์กิซสถาน เคอร์กิซสถาน หรือเคียร์กิซถานดี

#5 By Cherokee on 2011-01-15 07:25

คนไทยไปเยือนคาซัคสถานเพียงแค่หลักร้อยเท่านั้น << ปรากฏว่าหลังบทความหน้านี้แพร่กระจายออกไป คนเที่ยวปีนี้กลายเป็นหลักพัน big smile

เกี่ยวกับชื่อเมืองนิดหน่อย
(อ้างอิง http://en.wikipedia.org/wiki/Kazakh_alphabet)
Astana มาจาก Астана น่าจะอ่านว่า อัสตานา
Panfilov ก็มาจาก Панфилов น่าจะเป็น พันฟีลอฟ

ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับ ผมก็ไม่เคยรู้ภาษานี้เลย แต่เท่าที่ดู ภาษาคาซัคสถานมีการใช้อักษรแทนสระหลายตัว (มากกว่าภาษารัสเซียเยอะเลย) ดังนั้นตัว а น่าจะออกเสียง อา ได้อย่างเดียว
ส่วนถ้าจะให้เป็นเสียงสระ แอ น่าจะเห็นเขียนเป็นตัว Ә

#4 By φυβλας on 2011-01-14 22:36

JiBi_AI - โบสถ์นั้นไม่บอกไม่เชื่อนะครับว่าสร้างจากไม้ ดูเหมือนปูนทาสีมากกว่า แต่สวยจริง ๆ ครับ

katak - มีรายการทีวีเคยพาไปด้วยเหรอครับ ยอดเยี่ยมจริง ใช่แล้วครับเมืองนี้ชื่อเดิมคือ Alma-Ata แปลว่าบิดาแห่งแอปเปิ้ล เพราะปลูกแอปเปิ้ลได้เยอะ

#3 By Cherokee on 2011-01-14 15:57

สวยจัง
เคยดูรายการทีวีหนึ่งค่ะ
ถ้าจำไม่ผิด
ประเทศนี้
มีเมืองแอปเปิ้ลด้วยใช่มั๊ยคะ
อยากไปเที่ยวดูบ้างจัง

#2 By katak on 2011-01-14 15:07

o______O!!!
สวยมากเลยค่ะ ว่าจะรัสเซียก็ไม่ได้เหมือนเป๊ะซะทีเดียว ดูมีเอกลักษณ์แปลกๆ
อึ้งตรงที่บอกว่าไม่้ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว....... ตอนแรกคิดว่าปูนด้วยซ้ำ ฝีมือมนุษย์นี่สุดๆจริงๆ....

#1 By JiBi_AI on 2011-01-13 23:21