สวัสดีครับ คราวนี้ผมจะพาไปยังเมืองที่เต็มไปด้วยอดีตอันเก่าแก่รุ่งเรือง คือนครซามาร์คานด์ (Samarkand) เป็นจุดสูงสุดแห่งศิลปะอิสลามในเอเชียกลาง ซึ่งสวยไม่แพ้ที่ใดในโลกเสียด้วยซ้ำ  รัฐบาลอุซเบกิสถานทุ่มเงินไปไม่น้อยเพื่อทำให้ซามาร์คานด์กลับมารุ่งเรือง และงดงามเหมือนเช่นในอดีต เมืองซามาร์คานด์เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้เช่นเดียวกับเมืองบูคารา
 
 
 
ซามาร์คานด์ เป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากทาชเคนต์  เป็นเมืองโบราณเก่าแก่กว่า 2500 ปี  เคยเป็นแคว้นหนึ่งของอาณาจักรเปอร์เซียโบราณ  มีชื่อในอดีตว่ามาราคานดา (Marakanda)  พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเคยนำกองทัพกรีกมายึดครองเมืองนี้ และได้แต่งงานกับสาวพื้นเมืองนามว่าโรแซนา (Roxana) หลังจากนั้นได้เปลี่ยนมือไปอยู่ภายใต้กองทัพเติร์ก  อาหรับ มองโกล  ซามาร์คานด์ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเมืองอื่น ๆ อย่างบูคารานั่นคือ ใครมาทีก็เผาทีแล้วก็สร้างใหม่ 
 
 

แต่ซามาร์คานด์ที่เห็นในปัจจุบัน เป็นผลงานอำนวยการสร้างโดยนักรบยอดขุนพลเอมีร์ ติมูร์ ที่เคยกล่าวถึงไปบ้างแล้วในตอนแรกที่ทาชเคนต์   ติมูร์เลือกซามาร์คานด์เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิติมูริด (Temurid) ซึ่งแผ่ขยายไปถึงดินแดนอาหรับ อินเดีย เปอร์เซีย  ท่านเตรียมทำสงครามเพื่อบุกจีน แต่เสียชีวิตลงกลางทางเสียก่อน ทุกที่ที่ไปถึงจะกวาดต้อนช่างฝีมือกลับมายังซามาร์คานด์เพื่อสร้างอนุสรณ์ สถานที่ใหญ่โตมโหฬาร ประดับประดาอย่างวิจิตรพิสดาร ปานประดุจมหานครโรมแห่งเอเชียกลาง 
 


โดยนิตินัยดินแดนตรงนี้ถูกปกครองด้วยลูกหลานของเจงกิสข่าน  แต่ท่านสามารถกุมอำนาจในการปกครองทั้งหมดไว้ได้ จนเมื่อเวลาผ่านไปร้อยกว่าปี พวกเติร์ก-มองโกลที่เป็นลูกหลานของเจงกิสข่านอ้างสิทธิ์ความชอบธรรมในดินแดนแห่งนี้ รวบรวมกำลังบุกยึดซามาร์คานด์คืนจากทายาทรุ่นเหลนของติมูร์ ทำให้พระเจ้าบาร์บูร์ (Babur the Tiger) ซึ่งเป็นทายาทสายตรงของท่านติมูร์ ต้องหลบหนีไปสร้างความยิ่งใหญ่ที่อินเดีย สถาปนาราชวงศ์โมกุล (ซึ่งแปลว่ามองโกลในภาษาเปอร์เซีย) ปกครองอินเดียเป็นเวลาหลายร้อยปีสืบต่อมา 
 
ผมถามไกด์ว่าคนทั่วไปคิดว่าติมูร์นี่ดีหรือไม่ดีกันแน่  ไกด์บอกว่าขึ้นอยู่กับว่าคุณถามใคร ถ้าถามชาวอุซเบกก็ต้องคิดว่าเค้าดีเป็นวีรบุรุษผู้เกรียงไกร  แต่ถ้าไปถามประเทศที่ถูกทำลายก็คงตอบว่าเขาคนนี้คือทรราชย์ผู้กระหายเลือด สังหารคนเป็นแสน ๆ ทำลายอารยธรรมอันรุ่งเรืองจนย่อยยับ  วีรบุรุษของชาติหนึ่งอาจจะเป็นผู้ร้ายของอีกชาติหนึ่งก็ได้ขึ้นกับว่าใคร เขียนประวัติศาสตร์  นี่คือสิ่งที่คนไทยพึงตระหนักเวลาศึกษาประวัติศาสตร์ของเรากับประเทศเพื่อนบ้าน
 
รูปปั้นนี้อยู่เมืองชาคริซาบส์ (Shakhrisabz) ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน อยู่ห่างจากซามาร์คานด์ไปทางใต้ประมาณ 120 กิโลเมตร
 
 

มาซามาร์คานด์ ต้องไม่พลาดสี่เสาหลักของเมืองนี้ เสาแต่ละเสาหมายถึงอนุสรณ์สถานอันยิ่งใหญ่อลังการ 4 แห่ง

เราเริ่มกันที่แห่งแรกก่อนคือ จัตุรัสเรกิสถาน (Registan Square) เป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวอุซเบกิสถานเลยก็ว่าได้  รู้สึกว่าเมืองไหน ๆ ก็มีเรกิสถาน  แต่ที่โด่งดังและสวยงามที่สุดคงเป็นที่ซามาร์คานด์  ที่ตรงนี้ในอดีตเคยเป็นจัตุรัสใหญ่ใจกลางเมือง เป็นศูนย์กลางการค้าขาย ล้อมรอบสามด้านด้วยมาดราซาขนาดใหญ่มหึมา  ดูจากภาพก็ว่าใหญ่แล้ว แต่พอไปยืนตรงหน้าแล้วเหมือนเป็นแค่มดเล็ก ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง  หลายคนยกย่องว่าการมายืนที่เรกิสถานที่ล้อมรอบด้านมาดราซาทั้งสามด้าน ยิ่งใหญ่ตระการตาไม่แพ้การไปเห็นทัชมาฮาลด้วยตัวเองเลย
 
 
 
เรามาไล่ดูมาดราซาทีละหลังตามลำดับการก่อสร้าง  หลังแรกสุดที่สร้างคือหลังทางซ้ายเมื่อหันหน้าเข้าหาเรกิสถาน  คือมาดราซาอูลุกเบก  (Ulugbek Madrasa) สร้างในปี ค.ศ.1417–1420 
 
อูลุกเบกคือพระนัดดาหรือหลานของติมูร์  หลังจากติมูร์เสียชีวิตพระโอรสของท่านย้ายเมืองหลวงของจักรวรรดติมูริดไป เมืองเฮรัต (Heart) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศอัฟกานิสถาน แล้วให้โอรสของตนคืออูลุกเบกปกครองซามาร์คานด์แทน  เลยดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์เมืองซามาร์คานด์พูดถึงติมูร์และข้ามมาอูลุกเบกรุ่นหลานเลย 

ท่านอูลุกเบกเป็นนักวิทยาศาสตร์ ท่านสนใจดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์  ท่านตั้งมาดราซาแห่งนี้ขึ้นเพื่อสอนศาสนาและให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ลงไปด้วย  ท่านเชิญนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมาสอนที่มาดราซาแห่งนี้ รวมทั้งตัวท่านเองก็สอนวิชาดาราศาสตร์ด้วย
 
 

ประตูทางทำเป็นรูปโค้งสูง 15 เมตร ประดับด้วยโมเสกรูปดาว 5 แฉก และ 10 แฉก  อาจจะเกี่ยวกับที่อูลุกเบกเป็นนักดาราศาสตร์
 
 
 
ช่องโค้งด้านบนทำเป็นรูปหินย้อยหรือรวงผึ้ง ช่องแบบนี้เรียกว่าช่องแบบมูคานา (muqarna vaulting) นัยว่าสร้างเลียนแบบถ้ำซึ่งพระศาสดามูฮัมหมัดได้รับพระคัมภีร์อัลกุรอานจากพระอัลลาห์ 
 
 
 
ภายในมีสองชั้นทำเป็นห้องเล็ก ๆ 50 ห้อง สำหรับเป็นห้องเรียนและห้องนอน
 
 

ฝั่งตรงข้ามแป็นอีกมาดราซา สร้างหลังมาดราซาอูลุกเบกถึงสองร้อยปีในระหว่างปี ค.ศ. 1619-1636  ด้วยขนาดและสัดส่วนที่แทบจะเท่ากัน เรียกว่าเป็นเงาสะท้อนของกันและกันเลย  มาดราซานี้ชื่อว่ามาดราซาเชอร์ดอร์ (Sher-Dor Madrasa) ซึ่งแปลว่ามาดราซาที่มีสิงโต
 
 
 
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดของมาดราซาแห่งนี้คือรูปสัตว์ที่อยู่เหนือประตูทางเข้า  ทำเป็นรูปเหมือนเสือกำลังจะขย้ำกวางน้อย  แต่ถ้าดูจริง ๆ แล้วจะเห็นขนแผงรอบลำคอแสดงว่าเป็นสิงโต  แถมยังมีรูปพระอาทิตย์เป็นหน้าคนอีก  ศาสนาอิสลามมีข้อห้ามเรื่องการจำลองภาพสิ่งมีชีวิต  ฉะนั้นการสร้างรูปสัตว์และดวงอาทิตย์หน้าคนจึงเป็นเรื่องท้าทายหลักการอิสลามอย่างมาก
 
 
 
โดมของมาดราซาเชอร์ดอร์เป็นโดมกลีบมะเฟืองตั้งบนฐานสูง ประดับประดาด้วยอักษรอาหรับจากพระคัมภีร์อัลกุรอาน
 


สังเกตว่าเสาจะเอียงออกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกล้องนะ ของจริงก็เอียง เพราะอะไรลองทายดูไหมครับ
 
 
 
ที่สร้างให้เอียงก็เพราะถ้าเกิดแผ่นดินไหว เสาล้มลงมาจะได้ล้มออกไปอีกทาง ไม่ทับตัวอาคาร ภูมิปัญญาคนสมัยก่อนนี่สุดยอดจริง ๆ
 
 
 
มาดราซาหลังที่สามสร้างตรงกลางระหว่างอีกสองมาดราซา  สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1647-1660 เพื่อความกลมกลืนและสมดุลกับอีกสองมาดราซา  มาดราซาหลังนี้ยาวกว่าอีกสองหลัง ไม่มีเสามินาเรต  แต่สร้างเป็นหอคอยเล็ก ๆ ที่มุมทั้งสองข้าง  มาดราซาหลังนี้ทำหน้าที่เป็นมัสยิดประจำเมืองด้วย
 
 
 
จุดเด่นที่สุดของมาดราซาหลังที่สามนี้คือโดมสีน้ำทะเลที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน ภายใต้โดมแห่งนี้เป็นมัสยิดซึ่งตกแต่งประดับประดาด้วยทอง จนทำให้มาดราซาแห่งนี้มีชื่อว่ามาดราซาทิลยา-คอรี (Tillya-Kori Madrasa) ซึ่งแปลว่ามาดราซาที่คลุมด้วยทอง  แสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของซามาร์คานด์ในยุคนั้น

ภายในโดมเมื่อแหงนดูจะเห็นลวดลายละเอียดอ่อน แต่เชื่อหรือไม่ว่าจริง ๆ เป็นเพดานแบน ๆ ไม่ใช่ผนังโดมที่เราเห็นจากภายนอก ทั้งนี้เพราะโดมนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ในศตวรรษที่ 20 นี้เอง  แต่การออกแบบทำให้เกิดมิติดูราวกับมีความลึกเหมือนภายในโดมจริง ๆ
 
 
 
มิหรับ (Mihrab) หรือช่องโค้งที่ระบุทิศของนครเมกกะเพื่อกำหนดทิศให้หันหน้าเวลาทำละหมาด สร้างจากหินอ่อน ประดับด้วยทองจนเหลืองอร่าม  ด้านบนทำเป็นช่องโค้งแบบมูคาร์นาอีกแล้ว
 
 
 
สีทองเหลืองอร่ามไปทั้งห้อง
 
 
 
อนุสรณ์สถานหนึ่งที่สำคัญถัดไปคือสุสานกูริเอมีร์ (Guri Amir Mausoleum) สุสานแห่งนี้ติมูร์สร้างไว้สำหรับพระนัดดาคนโปรดซึ่งคาดหวังให้เป็นรัชทายาทคนต่อไป คือโมฮัมหมัดซุลตาน (Mohammed Sultan) แต่มาสิ้นพระชนม์ลงเมื่อปีก่อนหน้านั้น  สุดท้ายสุสานนี้กลายเป็นสุสานหลวงแห่งราชวงศ์ติมูริดซึ่งฝังร่างของท่านติมูร์และพระโอรสอีกสองคน รวมทั้งพระนัดดาอีกองค์คืออูลุกเบก เจ้าเมืองผู้ฝักใฝ่ในนักวิทยาศาสตร์ ตลอดจนพระอาจารย์ของท่านไว้รวมกัน ณ ที่นี้  จริง ๆ ติมูร์เตรียมสุสานของท่านเองไว้ที่บ้านเกิดคือที่เมืองชาคริซาบส์ (Shakhrisabz) ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลกอีกแห่ง  แต่เนื่องจากท่านเสียชีวิตในหน้าหนาว และระหว่างสองเมืองถูกคั่นด้วยภูเขา ไม่สามารถนำศพของท่านไปฝังได้ทัน จึงฝังรวมกัน ณ ที่แห่งนี้
 
 

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคงเป็นโดมกลีบมะเฟืองสีน้ำทะเล มีทั้งหมด 64 กลีบ
 
 
 
สุสานกูริเอมีร์หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ทำให้สวยสุดยามเย็นใกล้สิ้นแสงตะวัน ตัวอาคารจะเป็นสีเหลืองทองอร่าม
 


ภายในเป็นอาคารทรงหกเหลี่ยม ประดับด้วยสีทองอร่าม
 
 
 
โลงศพหินอ่อน 7 โลงล้อมรอบโลงหินหยกเขียวซึ่งเป็นของติมูร์  แต่โลงที่เห็นเป็นเพียงสัญลักษณ์ ส่วนโลงจริงอยู่ในสุสานใต้ดินอีกชั้น  ใน ปี ค.ศ. 1941 นักสำรวจชาวโซเวียตได้เปิดโลงศพ จากการศึกษาโครงกระดูกพบว่าติมูร์มีความสูงถึง 170 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าสูงมากในสมัยนั้น และพบว่าท่านพิการที่ขาขวา  จึงเป็นที่มาของชื่อเทเมอร์เลน (Tamerlane) ซึ่งมาจาก Tamer the lame แปลได้ประมาณว่าเทเมอร์ (ติมูร์) ผู้ไม่สมประกอบ   มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่าติมูร์เขียนคำแช่งไว้ว่าถ้าใครเปิดโลงศพจะต้องพินาศ จากศัตรูที่น่ากลัวว่าตัวท่าน  ในวันรุ่งขึ้นนั้นเอง ฮิตเลอร์ก็บุกโซเวียต เปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2
 
 

เวลากลางคืน ที่นี่จะประดับไฟสวยงาม เป็นโบราณสถานแห่งเดียวในคืนนั้นที่ประดับไฟ
 


สวยทั้งกลางวันและกลางคืน
 
 
 
ก่อนไปเที่ยวต่อ พักดื่มน้ำอัดลมกันซักหน่อยดีไหมครับ จะรับโค้กหรือแฟนต้าดีครับ

 
 
ต้องมาต่อเอนทรีหน้าแล้วครับ

Comment

Comment:

Tweet

ภาพงามสุดๆ
เห็นแล้วปลื้มค่ะ

เอ... อยากส่งโปสการ์ดถึงคุณบ้าง ส่งที่ไหนดีนะ


#3 By มินท์จัง (118.173.91.109) on 2010-11-09 08:23

น่าสนใจเหมือนกันนะbig smile

#2 By Mango Hotel on 2010-11-08 20:51

อ่านมาถึงตอนนี้ยิ่งรู้สึกว่าประเทศนี้ช่างสวยงามกว่าที่คาดไว้มากจริงๆ
ไม่เคยคาดเลยว่ามีสถาปัตยกรรมงดงามมากขนาดนี้นะ
เห็นภาพแล้วทำให้รู้สึกอยากไปขึ้นมาเลย แหะๆ

#1 By φυβλας on 2010-11-06 18:29