วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศ ไปชมวัดไทยในกรุงเทพฯ กันบ้างครับ วัดนี้เป็นวัดสำคัญมากแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่กลับไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปนอกจากคนท้องถิ่น คือวัดราชโอรส หรือมีชื่อเต็มว่าวัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๓ ตั้งอยู่ริมคลองด่าน ในเขตจอมทอง เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ชื่อเดิมว่าวัดจอมทอง

 

มาทราบพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว กันซักหน่อยก่อนนะครับ พระ บาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นพระโอรสพระองค์โตของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ประสูติแต่สมเด็จพระศรีสุลาลัย (เจ้าจอมมารดาเรียม พระสนมเอกในรัชกาลที่ ๒) พระนามเดิมว่า "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์" หรือ "พระองค์ชายทับ" พระองค์ท่านทรงพระปรีชาในหลายด้าน ทำให้เป็นที่วางพระราชหฤทัยจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ ให้กำกับราชการโดยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ หลายตำแหน่ง ทำให้ทรงรอบรู้ราชการต่าง ๆ ของแผ่นดินเป็นอย่างดี ทรงสนพระราชหฤทัยและเชี่ยวชาญการส่งเรือสินค้ามาตั้งแต่ครั้งดำรงพระยศเป็น พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ จนสมเด็จพระชนกนาถตรัสเรียกพระองค์ท่านว่า "เจ้าสัว"

 

ในสมัยรัชกาลที่ ๒ มีข่าวเข้ามายังพระนครว่า พม่าตระเตรียมกำลังพลจะยกทัพเข้ามายังประเทศสยามอีกหลังจากเสร็จศึกเก้าทัพ แล้ว  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นแม่ทัพคุมพลหมื่นหนึ่งเสด็จไปตั้งขัดตาทัพพม่าทางด่านพระเจดีย์ ๓ องค์ ณ ตำบลปากแพรก เมืองกาญจนบุรี

พระองค์ได้เสด็จยาตราทัพออก จากกรุงเทพฯ โดยทางเรือ เส้นทางยาตราทัพในวันแรกได้ผ่านคลองบางกอกใหญ่เข้าคลองด่าน เมื่อเสด็จถึง "วัดจอมทอง" ซึ่งเป็นวัดโบราณ ก็เสด็จหยุดประทับแรมที่หน้าวัด และได้ทรงกระทำพิธีเบิกโขลนทวารตามลักษณะพิชัยสงคราม ณ ที่วัดแห่งนี้ด้วย  ในพิธีดังกล่าวนี้พระองค์ได้ทรงตั้งจิตอธิษฐานขอให้เสด็จไปราชการทัพคราว นี้ประสบความสำเร็จ เสด็จกลับมาโดยสวัสดิภาพ  หากมีชัยชนะกับศึกครั้งนี้เมื่อไร จะกลับมาบูรณะวัดให้เจริญรุ่งเรือง
 
เมื่อ ได้ยาตราทัพไปตั้งอยู่ ณ เมืองกาญจนบุรี ปรากฏว่าสุดท้ายก็ยังไม่มีวี่แววว่าข้าศึกพม่าจะยกทัพเข้ามาตามที่เล่าลือ กัน จึงทรงเลิกทัพเสด็จกลับพระนคร

หลังจากทรงเสด็จกลับพระนครแล้ว ก็ทรงเริ่มปฏิสังขรณ์วัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งวัด  และได้เสด็จมาประทับคุมงานและตรวจตราการก่อสร้างด้วยพระองค์เองตลอดมา เสร็จแล้วได้ทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดราชโอรส" หมายถึงว่าเป็นวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา  เพื่อเป็นเกียรติแก่พระราชโอรสซึ่งเป็นผู้บูรณะ

 

ขณะนั้นได้ทรงกำกับการกรมท่า ทำการค้าติดต่อกับประเทศจีน  เป็นช่วงที่การค้าของประเทศไทยกับประเทศจีนรุ่งเรืองที่สุด  มีชาวจีนอพยพเดินทางมาพร้อมกับเรือสำเภาเข้ามาอยู่อาศัยและทำมาหากินพึ่ง พระบรมโพธิสมภารอยู่ในเมืองไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งคนจีนเหล่านี้ต่อมาก็ได้เป็นกำลังสำคัญในการช่าง การสร้างวัดต่างๆ มากมาย 
 
รัชกาลที่ ๓ ทรงนิยมศิลปกรรมแบบจีนมาก  จึงทรงตกแต่งวัดด้วยศิลปกรรมแบบจีนผสมไทยอย่างเหมาะเจาะลงตัว  เรียกว่า ศิลปะแบบ “พระราชนิยม” ของรัชกาลที่ ๓   วัดราชโอรสนับเป็นวัดแรกที่คิดสร้างออกนอกแบบอย่างวัดซึ่งสร้างกันอย่างสามัญได้งดงามยิ่งนัก

 

หน้าบันของพระอุโบสถและพระวิหารนั้นจะเป็นแบบเรียบๆ ตัดส่วนที่เป็นช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ออกทั้งหมด ด้วยเหตุผลที่ว่าชำรุดแตกหักได้ง่ายและเปลืองเวลาในการทำ แต่มีการประดับหน้าบันด้วยกระเบื้องเคลือบเป็นลวดลายแทน เพราะทรงเล็งเห็นว่าสีที่เคลือบน้ำยาบนกระเบื้องแล้วเอาไปเผาจะมีความสวยงามทนทานต่อภูมิอากาศมากกว่าสีที่ทาจากภายนอก  นับเป็นพระปรีชาญาณของพระองค์ท่านจริง ๆ 

 

พระอุโบสถมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมผสมระหว่างไทยและจีน  หลังคาเป็นแบบจีนสองชั้นแต่มุงกระเบื้องสีแบบไทย ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หรือไม่มีเครื่องบน หน้าบันประดับกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ สวยงาม แต่งเป็นรูปแจกันดอกเบญจมาศ มีรูปสัตว์มงคลตามคติของจีน คือ มังกร หงส์ และนกยูงอยู่รอบ ๆ แจกัน ตอนล่างเป็นภาพทิวทัศน์มีบ้านเรือน สัตว์เลี้ยงภูเขา ต้นไม้ ตามขอบหลังคาประดับกระเบื้องสี และถ้วยชามโดยรอบ  สังเกตว่าส่วนที่เคยเป็นหางหงส์ประดับด้วยแจกันจีนอย่างงดงาม

นอกจากนี้หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบไทย สีเขียวกับสีเหลือง  ถ้าเป็นวัดจีน หลังคาสีเขียวหมายถึงวัดของสามัญชน แต่หลังคาเหลืองจะหมายถึงวัดของจักรพรรดิ หลังคาจีนจะไม่ใช้่สองสีนี้ปะปนกัน แสดงว่าทรงไม่ได้รับธรรมเนียมนี้มาจากจีน แต่ยังคงรักษาขนบแบบหลังคาไทยไว้ในจุดนี้

 

บริเวณหน้าประตูทางเข้าพระอุโบสถยังมี “นายทวารบาล” ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ๓ ตัว ด้านหลังอีก ๒ ตัว  ขนาดใหญ่กว่าคนจริง  เป็นรูปชาวจีนหน้าตาดุดันยืนเฝ้าประตูอยู่ดูน่าเกรงขาม 

 

ปกติวัดอื่นที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพระราชนิยมของรัชกาลที่ ๓ มักจะเห็นเป็นตุ๊กตาอับเฉาหินแกรนิต แต่งตัวแบบนักรบจีนยืนเฝ้าเป็นนายทวารบาล  แต่ที่วัดนี้ดูแปลกตาเพราะเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบขนาดใหญ่ ผิดกับที่อื่น

 

พระประธานในพระอุโบสถ มีนามว่า "พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร"  เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้างประมาณ ๑ วา ๒ ศอก หรือประมาณ ๓.๑๐ เมตร สูงประมาณ ๒ วา ๑ ศอก หรือประมาณ ๔.๕๐ เมตร ด้านล่างเป็นฐานเขียนรูปยกขอบปลายกลีบบัว ลงรักปิดทอง ประดับด้วยกระจกที่พระพุทธอาสน์

 

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคารของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ประดิษฐานไว้ที่ผ้าทิพย์ใต้ฐานพระพุทธรูปพระประธานในพระอุโบสถ พร้อมกับถวายพระปรมาภิไธยประจำรัชกาล และศิลาจารึกดวงชันษา

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ "พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร" ประดิษฐานภายใต้พระมหาฉัตร ๙ ชั้น (นพปฏลมหาเศวตฉัตร) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔  พระพุทธรูปที่ประดิษฐานภายใต้นพปฏลมหาเศวตฉัตรจะต้องเป็นพระพุทธรูปที่ ประดิษฐานพระราชสรีรางคารหรือพระบรมอัฐิของพระเจ้าแผ่นดิน ฉะนั้นการได้กราบพระพุทธรูปองค์นั้น ๆ ถือเป็นการกราบพระเจ้าแผ่นดินไปพร้อมกัน เป็นสิริมงคลเพิ่มทวีคูณ

พระพุทธรูปองค์นี้กล่าวกันว่า เป็นพระพุทธรูปที่งามโดยพุทธลักษณะอย่างยิ่งองค์หนึ่ง สร้างได้งดงามกว่าพระพุทธรูปองค์อื่นที่สร้างในสมัยเดียวกัน

 

เบื้องหน้าพระประธานในพระอุโบสถยังได้ประดิษฐานพระบรมสาทิศลักษณ์ของรัชกาลที่ ๓ ทรงเครื่องราชภูษิตาภรณ์เสด็จออกรับราชทูตอังกฤษ ทรงฉลองพระองค์ครุยกรองทอง ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์นี้เป็นภาพสีน้ำมันในพระอิริยาบถเต็มพระองค์ที่งดงามมาก โดยนำมาเข้ากรอบลับแลลายทอง ซึ่งกรอบลับแลเป็นของโบราณนำมาซ่อมแซมปิดทองใหม่ ส่วนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ 

 

ผนังด้านในพระอุโบสถเขียนเป็นลายเครื่องบูชาแบบจีน บางช่วงมีความหมายในการให้พร ฮก ลก ซิ่ว ตามคติของจีน

 

เหนือช่องกรอบประตูหน้าต่างมี "กระจกโบราณ" เป็นกระจกเงาติดไว้ช่องละ ๓ แผ่น  ถือเป็นสิ่งมงคลเพื่อสะท้อนความชั่วร้ายออกไป และยังเพิ่มความสว่างไสวโดยเฉพาะเมื่อมีการจุดตะเกียงภายในพระอุโบสถ

 

ประตูทางเข้าด้านนอกพระอุโบสถ ลงรัก ประดับมุกลายมังกรดั้นเมฆ ล้อมกรอบด้วยลายดอกเบญจมาศ

 

ด้านในประตูกลับเขียนรูปเสี้ยวกางแบบจีน

 

ด้านซ้ายพระอุโบสถจะเห็นพระแท่นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เมื่อทรงเสด็จมาทรงคุมงานและตรวจการก่อสร้างวัด ได้ประทับที่พระแท่นใต้ต้นพิกุลใหญ่ และเล่ากันว่าเคยรับสั่งไว้ว่า "ถ้าฉันตายจะมาอยู่ที่ใต้ต้นพิกุลนี้"

 

โดยรอบพระอุโบสถของวัดจะมี "ซุ้มเสมา"  สำหรับซุ้มเสมาวัดราชโอรสารามนั้นเป็น ซุ้มเสมาทรงเกี้ยว คือซุ้มเสมาที่ทำรูปแบบลักษณะซุ้มคล้ายอย่าง "เรือนเกี้ยว" (พาหนะที่ตั้งบนคานใช้คนแบกหามของจีน) เป็นแบบแผนซุ้มเสมาที่เริ่มนิยมมาตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เป็นต้นมา โดยซุ้มเสมานี้สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน มีใบเสมา ๒ ใบ เรียกว่าเสมาคู่ (วัดหลวงจะมีใบเสมา ๒ ใบ)

 

รอบพระอุโบสถยังมีพระวิหารพระนอน พระวิหารพระนั่ง และพระวิหารพระยืน  คงต้องติดตามต่อไปคราวหน้าครับ

วัดราชโอรส วัดประจำรัชกาลที่ ๓ (ตอนที่ ๒)

Comment

Comment:

Tweet

สวัสดีครับ น้องอ็อฟ ไม่ได้มาตอบหลายวันเพราะไปต่างประเทศและเครียดกับเหตุการณ์บ้านเมือง ขอให้น้องอ็อฟมีความสุขมาก ๆ สุขภาพแข็งแรงเช่นกันครับ

#9 By Cherokee on 2010-04-25 22:50

ติดตามไปวัดราชโอรสด้วยคนค่ะพี่เชอร์

สวัสดีปีใหม่แบบไทย ๆ นะคะ
ขอให้พี่เชอร์มีความสุข และมีสุขภาพแข็งแรงค่ะ
ดอกมะลิ ดอกมะลิ ดอกมะลิ ดอกมะลิ ดอกมะลิ
ดอกมะลิ ดอกมะลิ ดอกมะลิ ดอกมะลิ ดอกมะลิ
แม่ปันปราย: ผมว่าถ้าพาเด็ก ๆ ไปเที่ยววัดบ่อย ๆ ให้เค้าซึบซับคุณค่าของศาสนาและวัฒนธรรม โตขึ้นเค้าจะซาบซึ้งในคุณค่าความเป็นไทยนะครับ

bakedoggydog : รู้สึกว่าจะมีเฉพาะคนแถวนั้นที่รู้จักวัดนี้ อยากให้คนอื่นได้มีโอกาสชื่นชมความงามของวัดนี้เยอะ ๆ ครับ

#7 By Cherokee on 2010-04-04 20:21

เห็นภาพแล้วนึกถึงวันเก่าๆ...
(บ้านผมอยู่แุถวนั้นครับ......)

#6 By bakedoggydog on 2010-04-04 13:08

ข้อมูลและภาพยอดเยี่ยมค่ะ
ช่วงนี้แม่ปันปรายไม่ค่อยพาเด็กๆไปวัดเลย
เห็นรูปแล้วนึกได้ คงไ้ด้พาเด็กๆไปก่อนสงกรานต์ค่ะ

big smile

#5 By PunPrai on 2010-04-04 12:44

แม่นีโออยู่ตั้งไกล แต่เดินทางมานี่ไม่ยากครับ ลงทางด่วนดาวคะนองก็ได้ ร่มรื่นมาก ของเค้าสวยจริงครับ ภาพถ่ายก็แค่สะท้อนความงามของของจริงเท่านั้นเอง

#4 By Cherokee on 2010-04-03 15:49

ว้า!! มาไม่เคยทันเม้นต์เป็นคนแรกเลย
ข้อมูลแน่นปึ๊กแบบนี้ เห็นทีต้องหาโอกาสมาไหว้พระที่นี่มั่งแล้ว ^_^
คุณ Cherokee ถ่ายภาพสวยจังนะคะ open-mounthed smile open-mounthed smile

#3 By แม่นีโอ (124.121.236.87) on 2010-04-03 15:02

สวัสดีครับคุณเจ้าชายน้อย ถูกต้องเลยครับ วัดนี้สงบเงียบมาก ขนาดช่วงปีใหม่ที่คนแห่ไหว้พระจนสำลักควันธูป แต่ัวัดนี้กลับสงบเงียบร่มรื่น เหมืนอย่างกับว่าวัดนี้เป็นความลับที่คนแถวนี้ไม่อยากให้ใครรู้ มีโอกาสน่าไปไหว้พระที่นี่ดูนะครับ

#2 By Cherokee on 2010-04-03 10:51

สวยงาม น่าไปเยี่ยมชมมากครับ น่าจะเป็นวัดสงบคนไม่พลุกพล่านนะครับ Hot! Hot! Hot!

#1 By เจ้าชายน้อย on 2010-04-03 08:40