วันนี้อยากจะแนะนำอุทยานทางธรรมชาติแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันเท่าไหร่  อาจเป็นเพราะอยู่ไกลเดินทางไปลำบาก  แต่มีความสวยงามแปลกตาไม่เหมือนที่อื่นใด  ชื่อว่าอุทยานแห่งชาติเกลเชียร์ (Glacier National Park) ในรัฐมอนทานา ติดกับชายแดนแคนาดา  


ภูมิประเทศแถบนี้เกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยคุ้นเคยในบ้านเรานักเนื่องจากเมืองไทยเป็นเขตร้อน ที่แห่งนี้เคยถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งในราว 2 ล้าน ถึง 12,000 ปีก่อนเนื่องจากการเย็นตัวของโลก  เราเรียกยุคนั้นว่ายุคน้ำแข็ง (Ice Age)   ไม่น่าเชื่อว่ายุคน้ำแข็งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อ 12,000 ปีที่ผ่านมานี่เอง  หลังจากน้ำแข็งถอยร่นไป ต้นไม้และสัตว์ป่าเข้ามาแทนที่  มีหลักฐานว่ามนุษย์เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ ที่แห่งนี้เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ซึ่งเป็นชาวอินเดียนแดงพื้นเมืองก่อนที่นักสำรวจจากยุโรปจะเข้ามายังดินแดนแห่งนี้เพียง 2-3 ร้อยปีที่ผ่านมานี่เอง




เมื่อหิมะและน้ำแข็งที่กดทับแน่นมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อมีปริมาณมากระดับหนึ่ง  แรงโน้มถ่วงโลกทำให้ค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงสู่ที่ต่ำกว่า กลายเป็นธารน้ำแข็ง (glacier) ที่มีน้ำหนักมหาศาล  ธารน้ำแข็งจะลากพาเศษหิน ดิน กรวด ลงมาด้วย  และเปลี่ยนภูมิทัศน์เสียใหม่โดยการสกัดพื้นผิวของภูเขาจนเรียบคม บางแห่งเกิดเป็นสัน  บางแห่งที่ธารน้ำแข็งมากกว่าหนึ่งสายไหลผ่านคนละเส้นทางของภูเขาก็จะทำให้ช่วงรอยต่อเกิดเป็นสันแหลมเหมือนครีบ




หรือเมื่อธารน้ำแข็งสามสายขึ้นไปไหลผ่านแต่ละด้านของภูเขา จะสกัดจนเป็นรูปปีระมิดยอดแหลมเรียกว่าฮอร์น (horn)  ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลกคือเขา Matterhorn ในเทือกเขาแอลป์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในรูปนี้

 
ลักษณะภูมิประเทศที่สำคัญอีกอย่างที่เกิดจากธารน้ำแข็งคือหุบเขารูปตัวยู (U-shaped Valley)  ปกติก่อนจะเป็นหุบเขารูปตัวยู จะเกิดเป็นหุบเขารูปตัววี (V-shaped valley) ซึ่งเกิดจากแม่น้ำหรือลำธารเซาะผ่านร่องเขา เมื่อธารน้ำแข็งไหลผ่านจะสกัดให้หุบเขากว้างขึ้นและลึกขึ้นเกิดเป็นรูปตัวยู

 
ภูมิประเทศแถบนี้ไม่ได้ถูกสกัดด้วยธารน้ำแข็งเพียงครั้งเดียว  ธารน้ำแข็งก็มี “อายุ” เหมือนคนธรรมดา  เกิดขึ้น หายไป แล้วก็เกิดขึ้นใหม่  ทำให้พื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งจึงผ่านการแกะสลักหลายครั้งจนค่อย ๆ เรียบขึ้น ชันขึ้น คมยิ่งขึ้น  ปัจจุบันยังพอมีธารน้ำแข็งที่ยัง “มีชีวิต” อยู่บ้าง  แต่เทียบไม่ได้กับธารน้ำแข็งปริมาณมหาศาลที่เคยเป็นเจ้าถิ่นครอบคลุมอาณาบริเวณแห่งนี้


บางครั้งธารน้ำแข็งทิ้งร่องรอยเป็นแอ่งลึกก่อนที่น้ำแข็งจะละลายไป เกิดเป็นรูปแอ่งกะทะ  เมื่อน้ำฝนหรือหิมะละลายและสะสมในแอ่งจึงเกิดเป็นทะเลสาบบนภูเขา ซึ่งจะพบได้ทั่วไปตามภูเขาสูง  

 

อุทยานแห่งชาติเกลเชียร์ถือเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains) ที่ทอดยาวตั้งแต่อลาสก้า ผ่านแคนาดา ลงไปถึงสหรัฐอเมริกาตอนใต้  เปรียบประดุจกระดูกสันหลังของทวีปอเมริกาเหนือ  เป็นแนวสันปันน้ำ แม่น้ำทางตะวันออกจะไหลลงสู่แม่น้ำมิสซิสซิปปี และลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกในที่สุด  ส่วนแม่น้ำทางตะวันตกจะไหลลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกในที่สุด


ถนนเส้นหลักที่ตัดผ่านอุทยานมีเพียงเส้นเดียวเท่านั้น ชื่อว่า Going-to-the-Sun Road  สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1932 นับเป็นความสำเร็จของสถาปนิกและวิศวกรที่ตัดถนนเส้นนี้ข้ามเทือกเขาสูงได้สำเร็จ   ถนนเส้นนี้เชื่อม Lake McDonald ทางฝั่งตะวันตก ข้ามแนวสันปันน้ำที่ Logan Pass ไปสิ้นสุดที่ St.Mary Lake ทางฝั่งตะวันออก

 

 

St.Mary Lake ทางตะวันออกจากอุทยาน เป็นจุดที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดจุดหนึ่งในอุทยาน เพราะน้ำนิ่งใสแจ๋ว ภาพสะท้อนในน้ำสวยงามราวกับกระจก  กลางทะเลสาบมีเกาะเล็ก ๆ ชื่อเกาะห่านป่า (Wild Goose Island)   


Hidden Lake เป็นทะเลสาบรูปพระจันทร์เสี้ยว  เป็นทะเลสาบที่เกิดจากธารน้ำแข็ง ล้อมรอบด้วยเขาสูงชัน  เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเท้าจาก Logan Pass ไม่ไกลนักจาก Visitor Center


ถนน Going-to-the-Sun Road สิ้นสุดทางฝั่งตะวันตกที่ Lake McDonald ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอุทยาน  มีความยาวถึง 16 กิโลเมตร กว้าง 1.6 กิโลเมตร

 
สัตว์เจ้าถิ่นของที่นี่คือแพะภูเขา (Mountain Goat)  ถือว่าเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของอุทยานนี้อย่างเป็นทางการ แพะภูเขามีความสามารถในการปีนป่าย ชอบอยู่ตามที่สูงชันเพื่อให้ปลอดภัยจากผู้ล่าที่ไม่สามารถปีนป่ายได้เก่งเหมือนมัน  ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีเขาและหนวด   พบได้แถว ๆ Logan Pass ในระยะประชิดทีเดียว  ท่าทางจะเชื่องคน

 
น้ำตกกว่า 200 แห่งกระจัดกระจายทั่วทั้งอุทยาน 

 
บางแห่งไขว้กับเส้นทางถนน ต้องทำอุโมงค์ให้น้ำตกไหลผ่าน

 

 
ประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาถูกแบ่งออกจากกันด้วยเส้นละติจูดที่ 49 องศาเหนือ  แต่ธรรมชาติและสัตว์ป่าไม่ได้รับรู้ถึงเส้นสมมติที่มนุษย์กำหนดขึ้นมานี้  ผืนป่ายังคงเป็นผืนเดียวกัน สัตว์ป่าเดินข้ามพรมแดนตามใจชอบโดยไม่กลัวใครขอตรวจวีซ่า ผืนป่าส่วนที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาคืออุทยานเกลเชียร์ ส่วนที่อยู่ในประเทศแคนาดาเรียกว่าอุทยานแห่งชาติทะเลสาบวอเทอร์ตัน (Waterton Lakes National Park)  ทั้งสองอุทยานได้รับการกำหนดให้เป็นอุทยานระหว่างชาติร่วมกัน มีชื่อเรียกว่า Waterton-Glacier International Peace Park  และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1995

 

Comment

Comment:

Tweet

ผมจะได้ไปซัมเมอร์นี้แล้วครับ ตื่นเต้นมว้ากกกกกก 
แวะมาดูหัวข้อนี้ ตั้งแต่ปีที่แล้วละครับ 
ฝันกำลังจะเป็นจริงแล้ว :)

#14 By Thada (76.88.80.94|76.88.80.94) on 2015-04-04 07:38

แต่ละภาพ สวยๆทั้งนั้นเลยค่ะ

big smile

#13 By PunPrai on 2009-10-09 22:08

แพะภูเขา น่ารักจัง

สวยทุกภาพเลยค่ะ

big smile

#12 By friday on 2009-10-07 00:45

ขอบคุณทุกคอมเมนต์นะครับ ขอให้ได้ไปเที่ยวทุก ๆ คนเลย

#11 By Cherokee on 2009-10-07 00:21

ว้าว...... สวยจัง.... ในทะเลสาบน้ำเรียบเหมือนแผ่นกระจกเลย

#10 By คุณบิ๋ม on 2009-10-06 14:09

ชอบภาพน้ำตกลอดอุโมงค์ถนน big smile


Hot!
ทะเลสาบ

....

สวยมากกกกก

#8 By .. * Ar๋tist ♥ on 2009-10-06 01:17

ขอบคุณค่ะที่ให้ชมภาพสวยๆ และให้ความรู้มากมาย
ขอบคุณอีกครั้งนะคะ big smile open-mounthed smile confused smile double wink cry surprised smile

#7 By POOY JUNSAWANG (202.28.45.20) on 2009-10-05 10:58

น่าไปอย่างแรงงง

cry cry

อยากไปๆๆๆ /me ดิ้นบนพื้น cry cry

#6 By .. * Ar๋tist ♥ on 2009-10-03 23:37


ทะเลสาบสวยมากกกกกก


จนท บอกว่าตอนไปอยู่ที่สูงๆ แถว ๆ Logan Pass ถ้าอยากเห็นแพะภูเขาให้ฉี่ทิ้งไว้บนหิน เดี๋ยวจะมาให้เห็นเอง...........แล้วก็มาจริงๆ 2-3 ตัว

#5 By KC (202.12.73.12) on 2009-10-01 23:31

สวยมากกก

#4 By Sp@rk on 2009-10-01 21:22

สวยมากๆเลยอ่ะค่ะ อยากไปจัง
ชาตินี้จะมีโอกาสมั้ยนะ

#3 By yooney มาเยือน~ on 2009-10-01 10:05

รูปน้ำตก กับรูปอุโมงค์ให้น้ำไหลนี่สุดยอดดด
สวยมากๆๆ อยากลองไปอยู่ในที่แบบนี้จัง
ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง สบายตาสบายใจมากเลย

#2 By ++BlackWhisky++ on 2009-10-01 10:03

เห็นแล้วอยากไปจัง

#1 By หมีบ้า on 2009-10-01 09:30