ซาลส์บวร์ก บ้านเกิดโมสาร์ทและ The Sound of Music
posted on 14 Jul 2009 20:33 by cherokee in Postcards, Travelling
เมืองในยุโรปส่วนใหญ่ประกอบด้วยโบสถ์ จัตุรัส หอคอยสูง รูปปั้น เมืองซาลส์บวร์ก (Salzburg) ประเทศออสเตรีย นอกจากมีทุกสิ่งที่ว่ามาแล้ว ยังมีธรรมชาติและทิวทัศน์อันสวยสดงดงามเนื่องจากอยู่ใกล้เทือกเขาแอลป์ นอกจากนั้นยังเป็นที่ชุมนุมของผู้ที่ชื่นชอบในดนตรีอีกด้วย
ซาลส์บวร์กเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของประเทศออสเตรีย
ที่นี่เต็มไปด้วยศิลปะแบบบาโรคจนได้ชื่อว่าเป็นนครหลวงแห่งศิลปะบาโรค
เป็นบ้านเกิดของคีตกวีเอกของโลก วูฟกังก์ อมาเดอุส โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์อมตะเรื่อง The Sound of Music และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้เมื่อปี ค.ศ. 1997 อีกด้วย วันนี้เราไปเที่ยวเมืองนี้ด้วยกันครับ
เมืองซาลส์บวร์กตั้งอยู่ริมแม่น้ำซาลส์ซักค์ (Salzach) มีฉากหลังเป็นเทือกเขาแอลป์ เป็นเมืองชายแดนก่อนจะข้ามไปสู่แคว้นบาวาเรียของประเทศเยอรมนี เรียกว่าระยะทางแค่ปาหินถึงเท่านั้นเอง คำว่าซาลส์ (Salz) ในภาษาเยอรมันแปลว่าเกลือ ซาลส์บวร์กแปลตามตัวได้ว่าปราสาทเกลือ ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบเรือขนเกลือว่าเหมือนเป็นปราสาทเกลือ ดินแดนแถบนี้เป็นแหล่งค้าเกลือเก่าแก่มาแต่โบราณ เกลือทำหน้าที่ถนอมอาหาร ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในแถบเมืองหนาว ฉะนั้นใครมีเกลือจึงเปรียบเสมือนมีทองคำเลยทีเดียว แถวนี้จึงมั่งคั่งร่ำรวยมาตั้งแต่อดีตยุคโรมัน
วิวที่สวยที่สุดของเมืองซาลส์บวร์ก ต้องเป็นวิวจากระเบียงพิพิธภัณฑ์ Museum der Moderne บนยอดเขา Monchsberg เป็นเขาที่ล้อมรอบเขตเมืองเก่าทางทิศตะวันออก ในขณะที่อาคารส่วนใหญ่หันไปทางทิศตะวันตก จึงเหมาะที่จะขึ้นมาถ่ายรูปในยามบ่าย
เมื่อมองจากมุมสูงจะเห็นโดมและหอคอยทั่วทั้งเมือง เมืองนี้เต็มไปด้วยโบสถ์บาโรค เฉพาะในเขตเมืองเก่ามีโบสถ์อยู่ถึง 20 กว่าแห่ง
ในอดีตซาลส์บวร์กเป็นรัฐอิสระปกครองด้วยอาร์ชบิชอป (archbishop) ซึ่งเป็นตำแหน่งของพระในศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิก (เช่นเดียวกับที่วาติกันถูกปกครองด้วยพระสันตะปาปา) จึงเป็นศูนย์กลางของศาสนาทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์
มหาวิหารแห่งเมืองซาลส์บวร์ก สร้างในสมัยเรอเนซองส์ตอนปลายต่อบาโรคตอนต้น ถือเป็นโบสถ์บาโรคยุคแรกสุดเลยทีเดียว สร้างขึ้นใหม่เพื่อแทนโบสถ์หลังเดิมที่ถูกไฟไหม้ใหญ่จนเกินซ่อมแซม มหาวิหารหลังนี้ถูกระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถล่มเสียหาย แต่ต่อมาได้รับการบูรณะให้งดงามดังเดิม ด้านหน้าสร้างด้วยหินอ่อนซาลส์บวร์กขนาบด้วยหอคอยคู่ยอดโดม
ภายในโอ่อ่า หรูหราตามสไตล์บาโรค
ป้อมปราการสูงโดดเด่นบนยอดเขาเป็นฉากหลังของซาลส์บวร์กมีชื่อว่า
ป้อมปราการโฮเฮนซาลส์บวร์ก (Festung Hohensalzburg) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.
1077 และมีการสร้างต่อเติมมาเรื่อย ๆ จนถึงศตวรรษที่ 17
เพื่อเป็นที่พำนักของอาร์ชบิชอปผู้ครองนคร
ไว้ป้องกันข้าศึกศัตรูจากความขัดแย้งระหว่างจักรพรรดิที่เป็นประมุขทางโลก
กับอาร์ชบิชอปประมุขทางธรรม เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงพลังอำนาจทางโลก
นัก
ท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นเขาไปชมปราสาทด้านบนโดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที
หรือจะขึ้นรถเคเบิ้ลซึ่งเป็นรถเคเบิ้ลที่เก่าแก่ที่สุดของออสเตรีย
วิวจากป้อมปราการมองลงมายังเมือง เห็นมหาวิหารและแม่น้ำซาลส์ซักค์เบื้องล่าง
ชอบภาพวาดแนวนี้จัง ใช้สีสันจัดจ้านสดใส ดูแล้วซาลส์บวร์กอบอุ่นขึ้นอีกหลายองศา
สำนักสงฆ์เซนต์ปีเตอร์ (St. Peter Abbey ) เป็นสำนักสงฆ์ที่เก่าแก่ที่สุดทางเหนือของเทือกเขาแอลป์ที่ยังคงใช้งานจริงอยู่ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 696 โบสถ์ของสำนักสงฆ์แห่งนี้เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองซาลส์บวร์ก สร้างในปี ค.ศ. 1130-1143 เป็นเพียงโบสถ์เดียวที่สร้างในศิลปะโรมาเนสก์
ถึงภายนอกและโครงสร้างจะเป็นแบบโรมาเนสก์ ภายในกลับถูกตกแต่งประดับประดาอย่างหรูหราอลังการแบบบาโรคขึ้นใหม่ในศตวรรษที่ 18
ในรูปนี้จะเห็นสำนักชีโนนแบร์ก (Nonnberg Convent Church) เป็นสำนักแม่ชีเก่าแก่คู่กันกับสำนักสงฆ์เซนต์ปีเตอร์ สัญลักษณ์สำคัญที่เป็นเอกลักษณ์คือหอคอยทรงหัวหอมสีแดงแห่งเดียวในเมือง แม่ชีในเรื่อง The Sound of Music ก็อยู่ที่สำนักชีแห่งนี้
เรามากล่าวถึงประวัติของคีตกวีเอกโมสาร์ทกันซักหน่อย วูฟกังก์ อมาเดอุส โมสาร์ท ถือกำเนิดที่เมืองซาลส์บวร์กเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1756 เขาแสดงอัจฉริยภาพทางดนตรีตั้งแต่อายุเพียงสามขวบ และเริ่มประพันธ์เพลงตั้งแต่อายุ 5 ขวบ หลังจากตระหนักถึงความสามารถของลูกชาย พ่อของโมสาร์ทจึงพาลูกชายตระเวนแสดงไปทั่วยุโรปตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ การแสดงที่เป็นที่กล่าวถึงบ่อยที่สุดคือการแสดงต่อหน้าพระพักตร์พระนางมาเรีย เทเรซา ณ พระราชวังเชินบรุนน์ และได้ขอเจ้าหญิงมารี อังตัวเน็ตต์พระธิดาของพระองค์แต่งงาน จริง ๆ แล้วซาลส์บวร์กเล็กเกินไปสำหรับความสามารถของโมสาร์ท และตัวเขาเองดิ้นรนที่จะไปจากเมืองนี้ให้ได้ เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ของโมสาร์ท กับซาลส์บวร์กอยู่ในขั้นแย่เลยก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันซาลส์บวร์กใช้ชื่อโมสาร์ทเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวอย่างกับเป็นลูกรักของเมืองเลยทีเดียว มีรูปปั้นโมสาร์ท จัตุรัสโมสาร์ท วิทยาลัยดนตรีโมสาร์ท แม้แต่ช็อกโกแลตโมสาร์ท
พิพิธภัณฑ์โมสาร์ทในเมืองซาลส์บวร์กมีอยู่สองแห่ง แห่งแรกคือพิพิธภัณฑ์โมสาร์ทเกบูร์ตสเฮาส์ Mozart Geburtshaus (Mozart Birthplace) คือบ้านที่โมสาร์ทเกิด จริง ๆ ครอบครัวโมสาร์ทเช่าห้องเล็ก ๆ ชั้นสามในอาคารหลังนี้ และอยู่รวมกัน 4 คน พ่อ แม่ พี่สาว และตัวเขาเอง จนมีอายุได้ 17 ปี จึงย้ายไปอีกหลังหนึ่งที่มีพื้นที่มากกว่า ต่อมาทางการได้ขอซื้อทั้งอาคารเพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์โมสาร์ท ที่นี่มีขนาดเล็กกว่าพิพิธภัณฑ์แห่งที่สอง แต่เป็นที่รู้จักมากกว่าเพราะทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่าบนถนน Getreidegasse
พิพิธภัณฑ์โมสาร์ทโวนเฮาส์ Mozart Wohnhaus (Mozart Residence) อยู่ตรงหน้าจัตุรัส Makartplatz อีกฝั่งของแม่น้ำซาลส์ซักค์ คือบ้านที่ครอบครัวโมสาร์ทย้ายมาอยู่เมื่อลูกโตขึ้น เป็นบ้านสองชั้นมีเนื้อที่กว้างขวางกว่าเดิม โมสาร์ทใช้ชีวิตที่นี่ เป็นเวลาถึง 7 ปี ในช่วงปี ค.ศ. 1773-1780 ภายในจัดแสดงเอกสารต้นฉบับ เครื่องดนตรี ภาพวาด เพื่อแสดงประวัติชีวิตและผลงานของท่าน
ภาพวาดแสดงครอบครัวโมสาร์ท จากพิพิธภัณฑ์โมสาร์ทโวนเฮาส์ โมสาร์ทนั่งหน้าเปียโนคู่กับพี่สาว พ่อถือไวโอลินนั่งอีกฝั่งของเปียโน รูปตรงกลางคือแม่ของท่านซึ่งเสียชีวิตลงก่อนหน้านี้
นอกจากเป็นบ้านเกิดของโมสาร์ทแล้ว ซาลส์บวร์กยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์อมตะเรื่อง The Sound of Music หรือในชื่อไทยว่ามนต์รักเพลงสวรรค์ เป็นเรื่องราวของครอบครัววอนแทรปป์ที่ประกอบด้วยพ่อหม้ายลูกติดถึง 7 คน ต้องหาพี่เลี้ยงเด็กที่จะสามารถปราบเด็กแก่นเฮี้ยว ใคร ๆ ก็เอาไม่อยู่ จนกระทั่งวันหนึ่งนางเอกของเรื่องคือมาเรีย (นำแสดงโดยจูลี่ แอนดรูว์) ถูกส่งตัวมาจากสำนักชีเนื่องจากเธอซุกซนเกินกว่าจะเป็นแม่ชีให้มาเป็นพี่เลี้ยงเด็กในครอบครัวนี้ เธอนำความสามารถทางดนตรีเอาชนะใจเด็ก ๆ และมัดใจพ่อหม้ายจนอยู่หมัด ใครที่เคยร้องเพลงโดเรมี ทราบไหมครับว่ามาจากภาพยนตร์เรื่องนี้เอง ด้วยดนตรีที่ไพเราะจนเป็นอมตะประกอบกับฉากหลังที่งดงามของเมืองซาลส์บวร์ก และธรรมชาติตระการตาของเทือกเขาแอลป์ในประเทศออสเตรีย ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ชนะใจคนดูมาทุกยุคทุกสมัยจนเป็นอมตะนิรันดร์กาล
สวนมิราเบลล์ (Mirabell Garden) สวนสาธารณะที่สวยงาม มีเนื้อที่กว้างขวาง เต็มไปด้วยรูปปั้นและน้ำพุแบบบาโรค มาเรียพาเด็ก ๆ วอนแทรปป์มาวิ่งเล่นในสวนนี้ ใครเคยดูคงพอจำฉากวิ่งรอบม้าเพกาซัสได้
Horse Pond สระน้ำม้า สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1695 เพื่อให้เป็นที่ดื่มน้ำของม้าของอาร์ชบิชอปผู้ครองนคร นี่ก็เป็นอีกฉากในภาพยนตร์ตอนที่มาเรียและเด็ก ๆ นั่งรถม้าหัดร้องเพลงโดเรมีกัน
ถนนเกทรัยเดอกาสเซอ (Getreidegasse) เป็นย่านการค้าสำคัญของเมืองมาตั้งแต่ยุคกลาง ปัจจุบันเป็นแหล่งช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยว จุดเด่นของร้านค้าบนถนนเส้นนี้คือป้ายเหล็กที่แสดงสัญลักษณ์ของร้านที่แขวนไว้เหนือทางเข้า แต่ละร้านจะมีรูปแบบเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เหตุผลในการมีป้ายสัญลักษณ์ของแต่ละร้านก็เพราะว่าในสมัยยุคกลาง ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้หนังสือ แต่ละร้านจึงทำสัญลักษณ์ของร้านเพื่อให้ลูกค้าจำได้ว่าร้านไหนเป็นร้านไหน ปัจจุบันประชาชนอ่านออกเขียนได้ แต่ร้านค้าก็ยังคงป้ายร้านกันไว้อยู่เพื่อความกิ๊บเก๋ แม้แต่ร้านแม็กโดนัลด์ยังมีป้ายของตัวเองเลย (รูปล่างซ้าย)
เมืองซาลส์บวร์กอยู่ทางตะวันออกของมิวนิกประมาณ 150 กิโลเมตร สามารถใช้ตั๋วรถไฟ Bayern ticket ของรัฐบาวาเรียในประเทศเยอรมนีได้มาถึงเมืองนี้ได้ เป็นเมืองน่ารักงดงามทั้งผู้คน ธรรมชาติ และอาคารบ้านเรือน

ตอนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนนั้นยังฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยออกเลยค่ะ จำได้แค่ว่าสนุก เพลงเพราะ...
ชอบเพลงของโมสาร์ทด้วย จะได้มีโอกาสไปเยือนเมืองนี้กับเค้าบ้างมั๊ยเนี่ย
ป.ล. ไม่แน่ใจคุณ cherokee ได้ ems หรือเปล่าคะ เพราะว่าค่อนข้างมีปัญหาในการส่งเล็กน้อย
#1 By blind bookworm on 2009-07-15 03:08