วันนี้จะพาไปเที่ยวกรุงเวียนนา (Vienna) เมืองหลวงของประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นประเทศอยู่ในทวีปยุโรป  (และไม่มีจิงโจ้)  ออสเตรียเคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในยุโรป เป็นที่ชุมนุมของนักคิด นักประพันธ์ ศิลปินในแขนงต่าง ๆ ซึ่งผลิตผลงานไว้มากมาย และทิ้งไว้เป็นมรดกแก่ชาวโลกจวบจนปัจจุบัน  ออสเตรียผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เคยเป็นจักรววรดิที่ยิ่งใหญ่กินเนื้อที่กว้างขวางในยุโรป ปกครองด้วยจักรพรรดิ เป็นประเทศที่จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่ 1 และถูกรวมชาติกับเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2  บ้านเรือนถูกทำลายเสียหายจากสงคราม ได้ยินว่าเหลือเพียง 30% ของของเดิม ที่เหลือสร้างใหม่หรือซ่อมแซมจากสงคราม  เวียนนาจึงผสมผสานอาคารแบบเก่าจนถึงอาคารสมัยใหม่ที่มีความทันสมัย หรือแม้กระทั่งออกจะล้ำสมัยไปด้วยซ้ำ

ศิลปะและดนตรีจะงอกงามได้ดี บ้านเมืองและประชาชนต้องมีความสงบสุข มีความเป็นอยู่ที่ดี  ความดีความชอบนี้ต้องยกให้กับผู้ปกครองบ้านเมืองอย่างยาวนานคือราชวงศ์แฮบส์บวร์ก (Habsburg Dynasty)  ซึ่งปกครองดินแดนแห่งนี้เป็นเวลาถึง 640 ปี ระหว่างปี ค.ศ. 1278-1918 (พ.ศ. 1821-2461) จวบจนสงครามโลกครั้งที่ 1  ราชวงศ์แฮบส์บวร์กไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่ในหนังสือประวัติศาสตร์โลก ไม่ค่อยมีเรื่องศึกสงคราม นอกจากเป็นผู้ค้ำชูศิลปะและดนตรี

เราไปชมไฮไลต์ของเมืองนี้กันครับ

 

กรุงเวียนนามีสถานที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้ถึงสองแห่ง คือเขตเมืองเก่าใจกลางกรุงเวียนนา (ค.ศ.2001)  และพระราชวังเชินบรุนน์ (ค.ศ.1996)  เราเริ่มที่เขตเมืองเก่ากันก่อน

ศูนย์กลางของเขตเมืองเก่า คือโบสถ์เซนต์สตีเฟน (St.Stephen Cathedral) หรือในภาษาเยอรมันว่า ชเตฟานส์โดม (Stephansdom)  เป็นโบสถ์เก่าแก่สร้างในศิลปะโกธิกตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 13  ถือเป็นโบสถ์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศออสเตรีย  ส่วนที่โดดเด่นที่สุดของโบสถ์นี้คือหอคอยทางทิศใต้ที่มีความสูงถึง 136.7 เมตร ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 75 ปี และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1433   วิวจากยอดหอคอยแห่งนี้สามารถมองเห็นเวียนนาได้รอบด้าน 

 

จริง ๆ แล้วควรจะมีหอคอยคู่กันทางทิศเหนือด้วย แต่หลังจากสร้างไประยะหนึ่ง ราชสำนักขาดแคลนเงินในการสร้างต่อ จึงทิ้งไว้ที่ความสูง 65 เมตรก่อน  พอเวลาผ่านไปศิลปะแบบโกธิกกลายเป็นสิ่งล้าสมัย  ก็เลยไม่ได้สร้างต่อจนเสร็จเหมือนทางหอคอยฝั่งใต้  แล้วจึงสร้างเป็นโดมครอบไว้แทน  (จากรูปนี้มองดี ๆ จะเห็นยอดฝาจุกโดมซ่อนอยู่ด้านหลังของหลังคาโบสถ์) 

 

พระราชวังฮอฟบวร์ก (Hofburg Palace)  เป็นที่ประทับของจักรพรรดิในราชวงศ์แฮบส์บวร์กตั้งแต่พระองค์แรกจนถึงพระองค์สุดท้ายเป็นเวลายาวนานกว่า 600 ปี  พระราชวังแห่งนี้มีการต่อเติมเสริมแต่งขยายขนาดไปเรื่อย ๆ  จนมีขนาดใหญ่มีหลายอาคาร  ปัจจุบันนี้เป็นที่ทำการของประธานาธิบดี เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์ เป็นหอสมุดแห่งชาติ เป็นโรงเรียนฝึกม้าแบบสเปน (Spanish Riding School)

 

นี่คือทางเข้าอีกด้านของฮอฟบวร์ก  ย่านนี้เป็นย่านช้อปปิ้งในเขตเมืองเก่า เป็นถนนคนเดินชื่อ Kohlmarkt เชื่อมต่อไปยังจัตุรัส Michaelerplatz (แต่จริง ๆ เป็นวงกลม) หน้าทางเข้าพระราชวังฮอฟบวร์ก

 

ผมจะพาชมอาคารสำคัญในเขตเมืองเก่าตามความเก่าแก่นะครับ  เพราะบางอาคารก็เก่าจริง แต่บางอาคารก็สร้างใหม่ในแบบย้อนยุคให้ดูเหมือนเก่า  เอาของเก่าจริงให้ชมก่อน

โบสถ์เซนต์ชาลส์ (St.Charles Cathedral) หรือ "คาร์ล เคียร์เชอะ" (Karlskirche) เมื่อออกเสียงแบบเยอรมัน สร้างขึ้นอย่างงดงามด้วยศิลปะแบบบาโรคในยุคที่พัฒนาถึงขีดสุด ที่มาของการสร้างโบสถ์แห่งนี้คือ ในราวปี ค.ศ.1713 ได้เกิดโรคระบาดใหญ่ใหญ่ลุกลามไปทั่วยุโรป ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก  พระเจ้าคาร์ลที่ 6 ได้ทรงอธิษฐานว่าจะสร้างโบสถ์ขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญเซนต์ชาลส์ บอร์โรมีโอ (St.Charles Borromeo) นักบุญแคทอลิกพระนามเดียวกับพระองค์ หากโรคระบาดสงบลง

 

โบสถ์เซนต์ชาลส์ ถือเป็นโบสถ์บาโรคที่ใหญ่ที่สุดทางเหนือของเทือกเขาแอลป์ โดยผสมผสานสถาปัตยกรรมบาโรคเข้ากันกับสถาปัตยกรรมแบบโรมัน  เพื่อเสริมพระเกียรติจักรพรรดิออสเตรียว่าทรงพระบารมีเสมือนจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน   มุขด้านหน้ามีต้นแบบมาจากอาคารแพนทีออน (Pantheon) ของโรมันโบราณในกรุงโรม  ข้างหน้าโบสถ์มีเสาสูง 33 เมตรสองต้น จำลองแบบมาจากเสาทราจัน (Trajan Column) ในกรุงโรมเช่นเดียวกัน โดยแกะสลักป็นเรื่องราวของเซนต์ชาลส์ ผู้ที่ช่วยรักษาผู้ป่วยจากโรคระบาดในอิตาลีจนได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญ

 

พระราชวังเบลเวเดียร์ (Belvedere Palace)  สร้างขึ้นตามศิลปะบาโรคในปี ค.ศ. 1715-1723  เพื่อใช้เป็นที่พระราชวังฤดูร้อนของเจ้าชายยูจีนแห่งซาวอย (Prince Eugene of Savoy) ผู้นำกองทัพแห่งราชวงศ์แฮบส์บวร์ก ที่ทำสงครามจนได้รับชัยชนะพวกเติร์กที่เข้ามารุกราน  ปราสาทเบลเวเดียร์มีสองส่วน คือ ปราสาทเบลเวเดียร์บน (Upper Belvedere) และ ปราสาทเบลเวเดียร์ล่าง (Lower Belvedere)  ปราสาทเบลเวเดียร์ล่าง เคยเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้าชายยูจีน ส่วนปราสาทเบลเวเดียร์บน ที่หรูหราสง่างามกว่าใช้เป็นที่รับรองแขกจัดงานเลี้ยงรื่นเริงสังสรรค์

 

ปัจจุบัน เบลเวเดียร์ล่างใช้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปะออสเตรียตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคปัจจุบัน ส่วนเบลเวเดียร์บนเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ภาพเขียน ออสเตรียนแกลเลอรี (Osterreichische Galerie หรือ Austrian Gallery)  ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ภาพเขียนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  จัดแสดงผลงานภาพเขียนของศิลปินดัง ๆ หลายท่านรวมทั้งศิลปินชาวออสเตรียน กุสตาฟ คลิมท์ (Gustav Klimt)  ภาพเขียนที่โด่งดังที่สุดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นภาพวาดแบบอาร์ตนูโวที่ชื่อว่า The Kiss 

 

ในปี ค.ศ.1857  พระเจ้าฟรานซ์โจเซฟ (ซึ่งจะกล่าวถึงพระองค์ในภายหลัง) โปรดให้รื้อกำแพงเมืองที่ล้อมรอบเขตเมืองเก่าออก   กำแพงแห่งนี้เคยเป็นป้อมปราการป้องกันการรุกรานของพวกเติร์กในศตวรรษที่ 15  แต่ต่อมาบ้านเมืองมีความสงบสุข และมีความจำเป็นต้องขยายเขตเมืองออกไป   จึงทรงให้รื้อกำแพงทิ้ง แล้วตัดเป็นถนนวงแหวนเรียกว่า Ringstrasse  (strasse แปลว่าถนน ในภาษาเยอรมัน)  มีความยาวตลอดทั้งสาย 4.5 กิโลเมตร หลังจากนั้นอาคารสำคัญ ๆ ก็เกิดขึ้นรอบ ๆ ถนนวงแหวน มีทั้งรัฐสภา ศาลาว่าการเมือง มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์ โรงละคร โรงอุปรากร  

ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19  เป็นช่วงที่นิยมศิลปะแบบย้อนยุคจนแวดวงศิลปะไม่มีความคืบหน้า  อาคารเหล่านี้จึงมีทั้งรูปแบบคลาสสิกอย่างกรีกโบราณ โกธิก เรอเนซองส์ บาโรค  เราจะเติมคำว่านีโอไว้ข้างหน้าเพื่อบอกว่าเป็นการย้อนยุคของศิลปะแบบใด 

 

ไล่ไปทีละอาคารตามแผนที่ด้านบน เบอร์ 1 คือ โรงอุปรากรแห่งชาติ (Wiener Staatsoper หรือ State Opera House)  นี่คือโรงอุปรากรที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก  สร้างในปี ค.ศ. 1863-1869  ในแบบนีโอเรอเนซองส์  นับเป็นอาคารหลังแรก ๆ บนถนนเส้นใหม่นี้  เมื่อสร้างเสร็จชาวเมืองไม่ชอบอาคารหลังนี้จนสถาปนิกผู้ออกแบบถึงกับฆ่าตัว ตาย  เมื่อมีการเปิดการแสดงเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1869  เรื่อง Don Giovanni ของโมสาร์ท  จักรพรรดิฟรานซ์โจเซฟและจักรพรรดินีอลิซาเบธเสด็จทอดพระเนตรด้วย  พระเจ้าฟรานซ์โจเซฟตรัสชมอาคารหลังนี้ว่าทรงพอพระทัยมาก แต่ก็สายไปเสียแล้ว

 

ภายในของ State Opera House  อลังการงานสร้างจริง ๆ สถาปนิกไม่น่าฆ่าตัวตายเลย

 

ม่านเหล็กที่นี่เปลี่ยนลวดลายทุกปี ต้องประกวดกันด้วย

 

เบอร์ 2 คือ เป็นจัตุรัสชื่อว่า Maria-Theresien-Platz  เป็นสวนหย่อม ตรงกลางมีรูปปั้นของพระราชินีมาเรีย เทเรซา  (Maria Teresa)  ในรัชสมัยของพระองค์ ประเทศออสเตรียได้แผ่อาณาเขตไปกว้างขวาง  แต่ไม่ได้เกิดจากสงคราม  พระนางมีพระโอรสและธิดารวม 16 พระองค์ ทรงใช้วิธีแต่งงานเพื่อผูกสัมพันธ์กับราชวงศ์อื่น ๆ ทั่วยุโรป พระธิดาพระองค์หนึ่งคือพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ พระมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16  ที่โดนประหารด้วยกิโยตินในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส

ทางซ้ายและขวา ของอนุสาวรีย์พระนางมาเรีย เทเรซา เป็นตึกฝาแฝดทรงนีโอเรอเนซองส์ยอดโดมอย่างที่เห็นในภาพ  ด้านหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ (Kunsthistorisches Museum or Museum of Fine Arts)  ซึ่งถือเป็นพิพิธภัณฑ์ชั้นนำแห่งหนึ่งของโลก   อีกด้านหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา (Naturhistorisches Museum or Natural History Museum)

 

เบอร์ 3 คือพระราชวังฮอฟบวร์กที่พูดถึงไปแล้ว เลยข้ามไป  มาถึงเบอร์ 4 คือ ตึกรัฐสภา (Parlament) สร้างขึ้นในศิลปะนีโอคลาสสิกตามแบบกรีกโบราณ สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1883 ด้านหน้ามีน้ำพุ ตรงกลางเป็นรูปปั้นเทพีอธีนา (Athena) เทพีู้ผู้พิทักษ์กรุงเอเธนส์ ทรงชุดนักรบพร้อมอาวุธครบมือ 

 

เบอร์ 5 โรงละครแห่งชาติ (Imperial Court Theatre, Burgtheater)  สร้างในปี ค.ศ. 1874-1888  ถือเป็นโรงละครที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป  เป็นศิลปะแบบนีโอบาโรค  มองออกไปจะเห็นยอดแหลมของหอคอยโบสถ์เซนต์สตีเฟนด้วย

 

ตรงข้ามกันกับโรงละครแห่งชาติ และอยู่ถัดจากตึกรัฐสภาคือ เบอร์ 6 ศาลาว่าการเมือง (Rathaus หรือ City Hall) สร้างขึ้นในสไตล์นีโอโกธิก ในปี ค.ศ. 1872-1885  ถือเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดบน Ringstrasse   รูปนี้ไม่ทราบมีงานอะไรถึงปูพรมเป็นดอกไม้  ใครทราบบอกที

 

เบอร์ 7 คือมหาวิทยาลัยเวียนนา สร้างในสถาปัตยกรรมแบบนีโอเรอเนซองส์ ไม่มีรูปครับ

อาคาร สุดท้ายเบอร์ 8 เป็นโบสถ์ชื่อโฟทิฟเคียร์เชอะ (Votivkirche)  เดิมที่ตรงนี้พระเจ้าฟรานซ์โจเซฟเคยเกือบถูกลอบปลงพระชนม์ ขณะกำลังทรงพระราชดำเนินอยู่ก็มีชายคนหนึ่งเอามีดวิ่งเข้ามาจะปาดพระศอ พระองค์ ดีที่ทหารองครักษ์ช่วยไว้ทัน  หลังจากนั้นจึงทรงโปรดให้โบสถ์แห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นการขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยให้ทรงรอดมาได้

โบสถ์นี้เป็นอาคารแรก ๆ ที่สร้างบนถนนริงตั้งแต่กำแพงเมืองเดิมยังไม่ถูกทำลายลง สร้างในสถาปัตยกรรมแบบนีโอโกธิกสไตล์ฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1856-1879  จึงมีอายุเพียงประมาณ 150 ปีเท่านั้น แต่ดูเหมือนเก่า  นักท่องเที่ยวมักเข้าใจผิดคิดว่านี่คือโบสถ์เซนต์สตีเฟนเพราะเป็นโบสถ์โกธิกเหมือนกันทั้งที่จริงแล้วโบสถ์ทั้งสองมีอายุห่างกันถึง 700 ปี

 

สงสัยต้องมีต่อภาคสองแล้วครับ  เชิญติดตามต่อคราวหน้านะครับ



View Vienna1 in a larger map

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอบคุณสำหรับ ภาพสวยๆแล้วก็เนื้อหาดีๆครับ น่าไปจังเลยHot!

#1 By Guitar cafe' on 2009-06-09 01:32

เพิ่งไปมาเหมือนกันครับ เมืองเขาสวยจริง
เห็นแล้วอยากไปจังค่ะ
ขอบคุณสำหรับภาพนะคะ
อ่านและดูในนี้ก็ประทับใจไปอีกแบบเหมือนกัน Hot! Hot!

#3 By yooney มาเยือน~ on 2009-06-09 08:29

เล่าได้น่าสนใจดีค่ะ เคยไปเวียนนามา๓ครั้งแล้วก็ยังไม่เบื่่อที่จะอ่าน ทำให้รำถึงเมื่อคราวที่ได้ไปเยือน
ครั้งหนึ่งที่จัตุรัสกลางเมื่องมีการแสดงดุริยางค์ นักแสดงแต่งชุดประจำชาติ ท้งเสียงเพลงและบรรยากาศรื่นรมย์มาก

สำหรับท่านที่จะไปเที่ยวเวียนนา หากมีเวลาควรได้เข้าฟังคอนเสิร์ดของเขาด้วย

ทัศนาconfused smile

#4 By tasana saladyanant on 2009-06-09 12:22

สวย!!!!!


อยากไปtongue Hot!

#5 By คุณบิ๋ม on 2009-06-09 14:00

เวียนนา น่าไปกว่าที่คิด

อยากเห็น The Kiss ของจริง



big smile

#6 By friday on 2009-06-09 22:17

แต่ละที่สวยมากเลยค่ะ

แต่สงสัยว่าทำไมสถาปัตยกรรมที่เอามาให้ดูเกือบทุกแห่งจะต้องมีหลังคาสีเขียวอมฟ้าแบบเดียวกันหมดเลยคะembarrassed Hot!
"แต่สงสัยว่าทำไมสถาปัตยกรรมที่เอามาให้ดูเกือบทุกแห่งจะต้องมีหลังคาสีเขียวอมฟ้าแบบเดียวกันหมดเลยคะ"

ถามดีมากเลยครับ หลังคาพวกนี้ทำมาจากทองแดง (copper) ซึ่งจะกันสนิม เมื่อทองแดงออกซิไดซ์กับอากาศจะกลายเป็นสีเขียวอมฟ้าอย่างที่เห็นครับ เทพีเสรีภาพที่นิวยอร์กก็ทำมาจากคอปเปอร์เลยมีสีเขียวเหมือนกัน

#8 By Cherokee on 2009-06-10 03:00

>_< ภาพสวยเนื้อหาดีครับ Hot!

#9 By Elta_kung on 2009-06-10 09:31

ไปประเทศในยุโรปมาไม่กี่ประเทศเองครับ
ดูจากภาพแล้วสวยจัง น่าไป

#10 By Ratcicle on 2009-06-10 10:26

สวยและน่าสนใจbig smile

#11 By บินสูง on 2009-06-10 12:48

ดูคลาสสิคมากเลยครับbig smile

#12 By on 2009-06-10 13:00

Hot! Hot! Hot!

เห็นแล้วอยากไปบ้างค่ะ
อ่านเพลินๆ ได้ความรู้ไปด้วย

อีกอย่างคืออยากไปดูดนตรีบ้าง
คงเท่น่าดูเลย

confused smile

#13 By HeDw!g on 2009-06-10 15:50

สวยมากๆ อยากไปบ้างจังเลย

#14 By beachboy on 2009-06-10 22:12

ใครเข้ามาเม้น ขอให้ได้ไปเวียนนาทั่วทุกคนเลยเถ้อะ สาธุ question

#15 By Cherokee on 2009-06-10 22:23

...อ่านแล้วอยากไปเที่ยว
เป็นประเทศที่น่าสนใจมากนะคะนี่ - -+
Hot!

#16 By @ P.M. on 2009-06-10 22:44

เข้ามาเม้นต์ทีหลัง..ยังจะได้ไปเวียนนาด้วยมั้ยเนี่ย อิอิ

กำลังนั่งปั่นงาน เลยเข้ามาชมโปสการ์ดงามๆแก้เครียดก่อน
เดี๋ยวต้องไปทำงานต่อแล้วค่ะ
คุณ cherokee สบายดีนะคะ :-)

#17 By แม่นีโอ (124.120.50.21) on 2009-06-10 23:09

แม่นีโอนอนดึกจัง อย่าหักโหมงานมากนักนะครับ เก็บไปทำต่อที่ทำงานมั่ง มาชมโปสการ์ดสวย ๆ แล้วเข้านอนดีกว่า อิอิ

#18 By Cherokee on 2009-06-10 23:38

Hot!

#20 By ไทดี้ on 2009-06-11 08:31

Hot! ชีวิตนี้อยากไปซักครั้ง

#21 By (^_^)/nana on 2009-06-11 13:09

cry อยากกไปปปๆๆๆๆๆ Hot!

#22 By pleng on 2009-06-11 14:04

สวยมากค่ะ เห็นแล้วอยากไปsurprised smile

#23 By monota...!! on 2009-06-20 22:54

ดูโปสการ์ดแล้วมันสวยจริง ๆ น่อ
ตอนฝ้ายถ่ายรูปมานะ มันเน่ามากเลยอ่ะ
อากาศไม่ดี +555 หิมะตก แถมสายไฟระโยงระยาง sad smile sad smile

#24 By Fein on 2009-06-30 08:15

VERY BEAUTIFUL; THANK YOU FOR BEAUTIFUL PICTURE 'BYE'cry open-mounthed smile big smile double wink

#25 By POOY JUNSAWANG (202.28.45.20) on 2009-10-05 10:44

ขอบคุณค่ะ

#26 By โหลดเพลง (124.157.236.176) on 2009-10-07 05:51