เวียนนา ดนตรีและศิลปะจากอดีตสู่ปัจจุบัน ตอนที่ ๑
posted on 09 Jun 2009 00:16 by cherokee in Postcards, Travellingวันนี้จะพาไปเที่ยวกรุงเวียนนา (Vienna) เมืองหลวงของประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นประเทศอยู่ในทวีปยุโรป (และไม่มีจิงโจ้) ออสเตรียเคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในยุโรป เป็นที่ชุมนุมของนักคิด นักประพันธ์ ศิลปินในแขนงต่าง ๆ ซึ่งผลิตผลงานไว้มากมาย และทิ้งไว้เป็นมรดกแก่ชาวโลกจวบจนปัจจุบัน ออสเตรียผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เคยเป็นจักรววรดิที่ยิ่งใหญ่กินเนื้อที่กว้างขวางในยุโรป ปกครองด้วยจักรพรรดิ เป็นประเทศที่จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่ 1 และถูกรวมชาติกับเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเรือนถูกทำลายเสียหายจากสงคราม ได้ยินว่าเหลือเพียง 30% ของของเดิม ที่เหลือสร้างใหม่หรือซ่อมแซมจากสงคราม เวียนนาจึงผสมผสานอาคารแบบเก่าจนถึงอาคารสมัยใหม่ที่มีความทันสมัย หรือแม้กระทั่งออกจะล้ำสมัยไปด้วยซ้ำ
ศิลปะและดนตรีจะงอกงามได้ดี
บ้านเมืองและประชาชนต้องมีความสงบสุข มีความเป็นอยู่ที่ดี
ความดีความชอบนี้ต้องยกให้กับผู้ปกครองบ้านเมืองอย่างยาวนานคือราชวงศ์แฮบส์บวร์ก
(Habsburg Dynasty) ซึ่งปกครองดินแดนแห่งนี้เป็นเวลาถึง 640 ปี ระหว่างปี ค.ศ. 1278-1918 (พ.ศ. 1821-2461) จวบจนสงครามโลกครั้งที่ 1
ราชวงศ์แฮบส์บวร์กไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่ในหนังสือประวัติศาสตร์โลก
ไม่ค่อยมีเรื่องศึกสงคราม นอกจากเป็นผู้ค้ำชูศิลปะและดนตรี
เราไปชมไฮไลต์ของเมืองนี้กันครับ
กรุงเวียนนามีสถานที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้ถึงสองแห่ง คือเขตเมืองเก่าใจกลางกรุงเวียนนา (ค.ศ.2001) และพระราชวังเชินบรุนน์ (ค.ศ.1996)
เราเริ่มที่เขตเมืองเก่ากันก่อน
ศูนย์กลางของเขตเมืองเก่า
คือโบสถ์เซนต์สตีเฟน (St.Stephen Cathedral) หรือในภาษาเยอรมันว่า
ชเตฟานส์โดม (Stephansdom) เป็นโบสถ์เก่าแก่สร้างในศิลปะโกธิกตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 13
ถือเป็นโบสถ์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศออสเตรีย ส่วนที่โดดเด่นที่สุดของโบสถ์นี้คือหอคอยทางทิศใต้ที่มีความสูงถึง 136.7
เมตร ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 75 ปี และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1433
วิวจากยอดหอคอยแห่งนี้สามารถมองเห็นเวียนนาได้รอบด้าน
จริง ๆ แล้วควรจะมีหอคอยคู่กันทางทิศเหนือด้วย แต่หลังจากสร้างไประยะหนึ่ง ราชสำนักขาดแคลนเงินในการสร้างต่อ จึงทิ้งไว้ที่ความสูง 65 เมตรก่อน พอเวลาผ่านไปศิลปะแบบโกธิกกลายเป็นสิ่งล้าสมัย ก็เลยไม่ได้สร้างต่อจนเสร็จเหมือนทางหอคอยฝั่งใต้ แล้วจึงสร้างเป็นโดมครอบไว้แทน (จากรูปนี้มองดี ๆ จะเห็นยอดฝาจุกโดมซ่อนอยู่ด้านหลังของหลังคาโบสถ์)
พระราชวังฮอฟบวร์ก (Hofburg Palace) เป็นที่ประทับของจักรพรรดิในราชวงศ์แฮบส์บวร์กตั้งแต่พระองค์แรกจนถึงพระองค์สุดท้ายเป็นเวลายาวนานกว่า 600 ปี พระราชวังแห่งนี้มีการต่อเติมเสริมแต่งขยายขนาดไปเรื่อย ๆ จนมีขนาดใหญ่มีหลายอาคาร ปัจจุบันนี้เป็นที่ทำการของประธานาธิบดี เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์ เป็นหอสมุดแห่งชาติ เป็นโรงเรียนฝึกม้าแบบสเปน (Spanish Riding School)
นี่คือทางเข้าอีกด้านของฮอฟบวร์ก ย่านนี้เป็นย่านช้อปปิ้งในเขตเมืองเก่า เป็นถนนคนเดินชื่อ Kohlmarkt เชื่อมต่อไปยังจัตุรัส Michaelerplatz (แต่จริง ๆ เป็นวงกลม) หน้าทางเข้าพระราชวังฮอฟบวร์ก
ผมจะพาชมอาคารสำคัญในเขตเมืองเก่าตามความเก่าแก่นะครับ เพราะบางอาคารก็เก่าจริง
แต่บางอาคารก็สร้างใหม่ในแบบย้อนยุคให้ดูเหมือนเก่า
เอาของเก่าจริงให้ชมก่อน
โบสถ์เซนต์ชาลส์ (St.Charles Cathedral) หรือ "คาร์ล เคียร์เชอะ" (Karlskirche) เมื่อออกเสียงแบบเยอรมัน สร้างขึ้นอย่างงดงามด้วยศิลปะแบบบาโรคในยุคที่พัฒนาถึงขีดสุด
ที่มาของการสร้างโบสถ์แห่งนี้คือ ในราวปี ค.ศ.1713
ได้เกิดโรคระบาดใหญ่ใหญ่ลุกลามไปทั่วยุโรป ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก
พระเจ้าคาร์ลที่ 6
ได้ทรงอธิษฐานว่าจะสร้างโบสถ์ขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญเซนต์ชาลส์
บอร์โรมีโอ (St.Charles Borromeo) นักบุญแคทอลิกพระนามเดียวกับพระองค์
หากโรคระบาดสงบลง
โบสถ์เซนต์ชาลส์ ถือเป็นโบสถ์บาโรคที่ใหญ่ที่สุดทางเหนือของเทือกเขาแอลป์ โดยผสมผสานสถาปัตยกรรมบาโรคเข้ากันกับสถาปัตยกรรมแบบโรมัน เพื่อเสริมพระเกียรติจักรพรรดิออสเตรียว่าทรงพระบารมีเสมือนจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน มุขด้านหน้ามีต้นแบบมาจากอาคารแพนทีออน (Pantheon) ของโรมันโบราณในกรุงโรม ข้างหน้าโบสถ์มีเสาสูง 33 เมตรสองต้น จำลองแบบมาจากเสาทราจัน (Trajan Column) ในกรุงโรมเช่นเดียวกัน โดยแกะสลักป็นเรื่องราวของเซนต์ชาลส์ ผู้ที่ช่วยรักษาผู้ป่วยจากโรคระบาดในอิตาลีจนได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญ
พระราชวังเบลเวเดียร์ (Belvedere Palace) สร้างขึ้นตามศิลปะบาโรคในปี ค.ศ. 1715-1723 เพื่อใช้เป็นที่พระราชวังฤดูร้อนของเจ้าชายยูจีนแห่งซาวอย (Prince Eugene of Savoy) ผู้นำกองทัพแห่งราชวงศ์แฮบส์บวร์ก ที่ทำสงครามจนได้รับชัยชนะพวกเติร์กที่เข้ามารุกราน ปราสาทเบลเวเดียร์มีสองส่วน คือ ปราสาทเบลเวเดียร์บน (Upper Belvedere) และ ปราสาทเบลเวเดียร์ล่าง (Lower Belvedere) ปราสาทเบลเวเดียร์ล่าง เคยเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้าชายยูจีน ส่วนปราสาทเบลเวเดียร์บน ที่หรูหราสง่างามกว่าใช้เป็นที่รับรองแขกจัดงานเลี้ยงรื่นเริงสังสรรค์
ปัจจุบัน เบลเวเดียร์ล่างใช้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปะออสเตรียตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคปัจจุบัน ส่วนเบลเวเดียร์บนเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ภาพเขียน ออสเตรียนแกลเลอรี (Osterreichische Galerie หรือ Austrian Gallery) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ภาพเขียนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จัดแสดงผลงานภาพเขียนของศิลปินดัง ๆ หลายท่านรวมทั้งศิลปินชาวออสเตรียน กุสตาฟ คลิมท์ (Gustav Klimt) ภาพเขียนที่โด่งดังที่สุดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นภาพวาดแบบอาร์ตนูโวที่ชื่อว่า The Kiss
ในปี ค.ศ.1857 พระเจ้าฟรานซ์โจเซฟ
(ซึ่งจะกล่าวถึงพระองค์ในภายหลัง)
โปรดให้รื้อกำแพงเมืองที่ล้อมรอบเขตเมืองเก่าออก
กำแพงแห่งนี้เคยเป็นป้อมปราการป้องกันการรุกรานของพวกเติร์กในศตวรรษที่ 15 แต่ต่อมาบ้านเมืองมีความสงบสุข และมีความจำเป็นต้องขยายเขตเมืองออกไป
จึงทรงให้รื้อกำแพงทิ้ง แล้วตัดเป็นถนนวงแหวนเรียกว่า Ringstrasse
(strasse แปลว่าถนน ในภาษาเยอรมัน) มีความยาวตลอดทั้งสาย 4.5 กิโลเมตร
หลังจากนั้นอาคารสำคัญ ๆ ก็เกิดขึ้นรอบ ๆ ถนนวงแหวน มีทั้งรัฐสภา
ศาลาว่าการเมือง มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์ โรงละคร โรงอุปรากร
ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงที่นิยมศิลปะแบบย้อนยุคจนแวดวงศิลปะไม่มีความคืบหน้า
อาคารเหล่านี้จึงมีทั้งรูปแบบคลาสสิกอย่างกรีกโบราณ โกธิก เรอเนซองส์
บาโรค
เราจะเติมคำว่านีโอไว้ข้างหน้าเพื่อบอกว่าเป็นการย้อนยุคของศิลปะแบบใด
ไล่ไปทีละอาคารตามแผนที่ด้านบน เบอร์ 1 คือ โรงอุปรากรแห่งชาติ (Wiener Staatsoper หรือ State Opera House) นี่คือโรงอุปรากรที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก สร้างในปี ค.ศ. 1863-1869 ในแบบนีโอเรอเนซองส์ นับเป็นอาคารหลังแรก ๆ บนถนนเส้นใหม่นี้ เมื่อสร้างเสร็จชาวเมืองไม่ชอบอาคารหลังนี้จนสถาปนิกผู้ออกแบบถึงกับฆ่าตัว ตาย เมื่อมีการเปิดการแสดงเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1869 เรื่อง Don Giovanni ของโมสาร์ท จักรพรรดิฟรานซ์โจเซฟและจักรพรรดินีอลิซาเบธเสด็จทอดพระเนตรด้วย พระเจ้าฟรานซ์โจเซฟตรัสชมอาคารหลังนี้ว่าทรงพอพระทัยมาก แต่ก็สายไปเสียแล้ว
ภายในของ State Opera House อลังการงานสร้างจริง ๆ สถาปนิกไม่น่าฆ่าตัวตายเลย
ม่านเหล็กที่นี่เปลี่ยนลวดลายทุกปี ต้องประกวดกันด้วย
เบอร์ 2 คือ เป็นจัตุรัสชื่อว่า
Maria-Theresien-Platz เป็นสวนหย่อม ตรงกลางมีรูปปั้นของพระราชินีมาเรีย
เทเรซา (Maria Teresa) ในรัชสมัยของพระองค์
ประเทศออสเตรียได้แผ่อาณาเขตไปกว้างขวาง แต่ไม่ได้เกิดจากสงคราม
พระนางมีพระโอรสและธิดารวม 16 พระองค์
ทรงใช้วิธีแต่งงานเพื่อผูกสัมพันธ์กับราชวงศ์อื่น ๆ ทั่วยุโรป
พระธิดาพระองค์หนึ่งคือพระนางมารี อังตัวเน็ตต์
พระมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16
ที่โดนประหารด้วยกิโยตินในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส
ทางซ้ายและขวา
ของอนุสาวรีย์พระนางมาเรีย เทเรซา
เป็นตึกฝาแฝดทรงนีโอเรอเนซองส์ยอดโดมอย่างที่เห็นในภาพ
ด้านหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ (Kunsthistorisches Museum or Museum of
Fine Arts) ซึ่งถือเป็นพิพิธภัณฑ์ชั้นนำแห่งหนึ่งของโลก
อีกด้านหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา (Naturhistorisches Museum or
Natural History Museum)
เบอร์ 3 คือพระราชวังฮอฟบวร์กที่พูดถึงไปแล้ว เลยข้ามไป มาถึงเบอร์ 4 คือ ตึกรัฐสภา (Parlament) สร้างขึ้นในศิลปะนีโอคลาสสิกตามแบบกรีกโบราณ สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1883 ด้านหน้ามีน้ำพุ ตรงกลางเป็นรูปปั้นเทพีอธีนา (Athena) เทพีู้ผู้พิทักษ์กรุงเอเธนส์ ทรงชุดนักรบพร้อมอาวุธครบมือ
เบอร์ 5 โรงละครแห่งชาติ (Imperial Court Theatre, Burgtheater) สร้างในปี ค.ศ. 1874-1888 ถือเป็นโรงละครที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เป็นศิลปะแบบนีโอบาโรค มองออกไปจะเห็นยอดแหลมของหอคอยโบสถ์เซนต์สตีเฟนด้วย
ตรงข้ามกันกับโรงละครแห่งชาติ และอยู่ถัดจากตึกรัฐสภาคือ เบอร์ 6 ศาลาว่าการเมือง (Rathaus หรือ City Hall) สร้างขึ้นในสไตล์นีโอโกธิก ในปี ค.ศ. 1872-1885 ถือเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดบน Ringstrasse รูปนี้ไม่ทราบมีงานอะไรถึงปูพรมเป็นดอกไม้ ใครทราบบอกที
เบอร์ 7 คือมหาวิทยาลัยเวียนนา สร้างในสถาปัตยกรรมแบบนีโอเรอเนซองส์ ไม่มีรูปครับ
อาคาร
สุดท้ายเบอร์ 8 เป็นโบสถ์ชื่อโฟทิฟเคียร์เชอะ (Votivkirche)
เดิมที่ตรงนี้พระเจ้าฟรานซ์โจเซฟเคยเกือบถูกลอบปลงพระชนม์
ขณะกำลังทรงพระราชดำเนินอยู่ก็มีชายคนหนึ่งเอามีดวิ่งเข้ามาจะปาดพระศอ
พระองค์ ดีที่ทหารองครักษ์ช่วยไว้ทัน
หลังจากนั้นจึงทรงโปรดให้โบสถ์แห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นการขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยให้ทรงรอดมาได้
โบสถ์นี้เป็นอาคารแรก ๆ ที่สร้างบนถนนริงตั้งแต่กำแพงเมืองเดิมยังไม่ถูกทำลายลง
สร้างในสถาปัตยกรรมแบบนีโอโกธิกสไตล์ฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1856-1879
จึงมีอายุเพียงประมาณ 150 ปีเท่านั้น แต่ดูเหมือนเก่า
นักท่องเที่ยวมักเข้าใจผิดคิดว่านี่คือโบสถ์เซนต์สตีเฟนเพราะเป็นโบสถ์โกธิกเหมือนกันทั้งที่จริงแล้วโบสถ์ทั้งสองมีอายุห่างกันถึง 700 ปี
สงสัยต้องมีต่อภาคสองแล้วครับ เชิญติดตามต่อคราวหน้านะครับ
View Vienna1 in a larger map

อยากกไปปปๆๆๆๆๆ
#1 By Guitar cafe' on 2009-06-09 01:32