มิวนิก นครหลวงแห่งรัฐบาวาเรีย
posted on 09 May 2009 11:22 by cherokee in Postcards, Travellingคราวก่อน เราไปเที่ยวปราสาทนอยชวานสไตน์กันมาแล้ว ปกตินักท่องเที่ยวที่ต้องการมาชมปราสาทแห่งนี้มักเริ่มต้นจากนครมิวนิก และใช้เวลาในการเดินทางโดยรถไฟหรือรถยนต์ไปยังปราสาทประมาณ 2 ชั่วโมง วันนี้เรามาทำความรู้จักกับเมืองมิวนิกกันหน่อย ซึ่งมีความน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
มิวนิก (Munich) หรือที่เรียกในภาษาเยอรมันว่ามึนเชน (München) เป็นเมืองใหญ่อันดับสามของประเทศเยอรมนี เป็นศูนย์กลางธุรกิจและคมนาคมในเยอรมนีตอนใต้ เป็นเมืองหลวงของรัฐบาวาเรีย (Bavaria) หรือ บาเยิร์น (Bayern) ในภาษาเยอรมัน ซึ่งมีพรมแดนติดเทือกเขาแอลป์ รัฐบาวาเรียเคยเป็นรัฐอิสระปกครองด้วยกษัตริย์มาก่อน ก่อนที่จะผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมนี จึงมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม และอาหารอันเลื่องชื่อ ซึ่งได้แก่ ไส้กรอกเยอรมัน ขาหมูทอด เพรทเซล และเบียร์
จุดท่องเที่ยวในเมืองมิวนิกส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตเมืองเก่า และศูนย์กลางของเขตเมืองเก่าเรียกว่า จัตุรัสมาเรียนปลัตส์ (Marienplatz) เป็นที่พบปะชุมนุม ติดต่อค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้า มานานหลายศตวรรษ ปัจจุบันเป็นลานกว้างสำหรับคนเดิน ตรงกลางจัตุรัสมีเสาพระแม่มารีทองคำซึ่งเป็นที่มาของชื่อจัตุรัสแห่งนี้
อาคารที่เด่นเป็นสง่าตรงหน้าจัตุรัส คือศาลาว่าการเมืองหลังใหม่ เรียกว่า นอยเยอรัทเฮาส์ (Neue Rathaus) สร้างในสไตล์นีโอโกธิกในกลางคริสตศตวรรษที่ 19 มีหอคอยสูงกว่า 80 เมตร
ตรงกลางหอคอยมีหอนาฬิกาที่เรียกว่า Glockenspiel ซึ่งจะมีตุ๊กตาออกมาเต้นระบำให้ชมกันในเวลา 11 นาฬิกา และเที่ยงตรง ในหน้าร้อนจะเพิ่มรอบ 5 โมงเย็นอีกหนึ่งรอบ ชั้นแรกเป็นพาเหรดของอัศวินเพื่อเฉลิมฉลองพระราชพิธีสมรสของกษัตริย์พระองค์หนึ่งในอดีต มีอัศวินขี่ม้าออกมาดวลกันจนตายไปข้าง ใครไปดูลองดูดี ๆ นะครับว่าอัศวินสีเงินหรืออัศวินสีทองเป็นผู้ชนะ ส่วนอีกสองชั้นเป็นการเต้นรำเพื่อเฉลิมฉลองที่ชาวเมืองมีชีวิตรอดจากโรคระบาดในปี ค.ศ.1517
สัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดอีกแห่งของเมือง คือโบสถ์เฟราเอน (Frauenkirche ออกเสียงว่า เฟรา เอน เคีย เชอะ) เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในมิวนิก สร้างตามแบบโกธิกในปี ค.ศ. 1468 ด้วยอิฐสีแดง แทนที่จะสร้างด้วยหินเหมือนโบสถ์โกธิกทั่วไป ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 20 ปี จึงแล้วเสร็จ
ด้านหน้ามีหอคอยคู่สูงถึง 99 เมตร จริง ๆ หอคอยทั้งสองควรจะมียอดแหลมตามแบบฉบับของโกธิก แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการก่อสร้าง ต่อมาภายหลังจึงได้ต่อเติมเป็นโดมหัวหอมขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบันแทน ทำให้โบสถ์นี้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร และกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของมิวนิก
ภายในโบสถ์มีความเรียบง่าย ดูสูงโปร่ง จากการทาด้วยสีขาวและได้รับแสงจากหน้าต่างทรงสูงจำนวนมากที่ทำจากกระเบื้องโมเสก เมื่อย่างเท้าเข้าไปในโบสถ์ จะดูเหมือนว่าโบสถ์นี้ไม่มีหน้าต่าง หน้าต่างด้านข้างทั้งหลายถูกบดบังด้วยเสาขนาดมหึมาจำนวนมาก ตำนานเล่าว่าเมื่อปีศาจย่างเท้าเข้ามาในโบสถ์แห่งนี้แล้วไม่เห็นหน้าต่างซักบาน จึงกระทืบเท้าด้วยความดีใจจนเป็นรอยเท้าปรากฏอยู่ อีกตำนานกล่าวว่า ปีศาจได้ให้ผู้ที่ก่อสร้างโบสถ์แห่งนี้ยืมเงินเพื่อใช้ในการก่อสร้างโดยมีเงื่อนไขว่า โบสถ์นี้ต้องไม่มีหน้าต่าง เมื่อสร้างเสร็จเขาพาปีศาจให้ยืนอยู่ ณ ตำแหน่งที่ไม่เห็นหน้าต่างแม้แต่บานเดียว ปีศาจโกรธมากที่โดนหลอกจึงกระทืบเท้าออกไปด้วยความโกรธ รอยเท้าจึงปรากฏเป็นรอยทิ้งไว้อยู่ภายในโบสถ์ตรงหน้าทางเข้า ใครไปเที่ยวอย่าลืมมองหารอยเท้า (Devil’s footprint) นี้นะครับ
วิวของเขตเมืองเก่ามองจากทางเหนือย้อนไปทางใต้ จะเห็นเทือกเขาแอลป์ที่มีหิมะปกคลุมสีขาวเป็นแนวยาว ถนนกว้าง ๆ สายนี้ชื่อว่า Ludwigstrasse มีอาคารสำคัญ ๆ หลายแห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยแห่งเมืองมิวนิก หอสมุดแห่งรัฐบาวาเรีย โบสถ์สีเหลืองที่เห็นพร้อมโดมขนาดใหญ่เป็นโบสถ์ในสไตล์บาโรค ชื่อว่า Theatinerkirche เป็นแลนด์มาร์กสำคัญทางเหนือของเขตเมืองเก่า อยู่หน้าจัตุรัส Odeonsplatz
มาถึงมิวนิกก็ต้องแวะโรงเบียร์กันหน่อย โรงเบียร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในมิวนิก (หรือในโลกก็ว่าได้) มีชื่อว่า Hofbräuhaus สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1896 ภายในมีขนาดใหญ่ สามารถจุคนได้เป็นหลายพันคน มีวงดนตรีที่เล่นเพลงพื้นเมืองบาวาเรียนตลอดเวลา มาถึงโรงเบียร์เยอรมันแล้วต้องสั่งขาหมูเยอรมันกินแกล้มเบียร์
ตลาดวิกชัวเลียน (Victualian Markt) จัดตั้งขึ้นโดยพระเจ้าแม็กซิมีเลียนที่ 1 ในปี ค.ศ. 1807 เป็นตลาดนัดกลางแจ้ง อยู่ใกล้ ๆ กับมาเรียนปลัตส์ ทั้งชาวมิวนิกและนักท่องเที่ยวต่างนิยมมาเดินเที่ยวหาซื้อของที่ระลึก หรือหาอาหารรับประทาน มีทั้งผักสด ผลไม้นำเข้า ชีส ฮอตด็อกไส้กรอก
สนามฟุตบอลอลิอันซ์-อรีนา (Allianz-Arena) อยู่ขึ้นไปทางเหนือของเมืองมิวนิก มีรูปร่างคล้ายยางรถยนต์ สร้างขึ้นสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 หลังการแข่งขัน กลายเป็นสนามฟุตบอลของสองทีมฟุตบอลร่วมเมือง คือทีมดังอย่างบาเยิร์นมิวนิก (FC Bayern München) กับอีกทีมที่ไม่ค่อยรู้จักในบ้านเรา คือทีม 1860 มิวนิก (TSV 1860 München) ที่ปัจจุบันตกชั้นไปอยู่ลีก 2 ของบุนเดสลิก้า
วันที่บาเยิร์นมิวนิกแข่ง สนามจะเปิดไฟสีแดง วันไหนที่ 1860 แข่ง สนามจะเปิดไฟสีฟ้า วันไหนที่เป็นทีมชาติแข่ง หรือว่าทีมร่วมเมืองทั้งสองมาพบกัน จะเปิดไฟสีขาว การเดินทางไปยังสนามฟุตบอลแห่งนี้ ให้ขึ้น U-Bahn สาย U6 ลงที่สถานี Fröttmaning ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 นาทีจาก Marienplatz แล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 15 นาทีก็จะถึงสนามฟุตบอล ถ้ารีบ ๆ มีเวลาซักชั่วโมงก็พอจะไปชะโงกหน้าถ่ายรูปได้ซัก 2-3 ใบ
เทศกาลงานใหญ่ที่สุดประจำปีของเมืองมิวนิกคือเทศกาล Oktoberfest จัดขึ้นทุกปีปลายเดือนกันยายนไปจนถึงวันอาทิตย์แรกของเดือนตุลาคมเป็นเวลาสองสัปดาห์ มีคนมาร่วมงานเฉลี่ยถึง 6 ล้านคนในแต่ละปี ดื่มกินกันกระจาย พอดีไม่ได้ไปในช่วงนั้น เลยไม่ทราบว่าบรรยากาศจะเหมือนงานวัดบ้านเราหรือเปล่า งานนี้จัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1810 เพื่อเฉลิมฉลองพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าชายลุดวิกที่ 1 (ซึ่งต่อมาคือกษัตริย์ลุดวิกที่ 1 ผู้เป็นพระอัยกา (ตา) ของกษัตริย์ลุดวิกที่ 2 ผู้สร้างปราสาทนอยชวานสไตน์ในตอนที่แล้ว) กับเจ้าหญิง Therese von Sachsen-Hildburghausen หลังจากนั้นจึงจัดเป็นเทศกาลรื่นเริงขึ้นเป็นประจำต่อมาทุกปี
วงโยธวาทิตขนาดยักษ์ ประกอบด้วยนักดนตรีถึง 400 คนในเทศกาล Oktoberfest
อาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงของบาวาเรียก็คือเบียร์ไงครับ อิอิ ถัดมาก็คือไส้กรอกขาว (weisswurst) กินกับเพรทเซล และสวีทมัสตาร์ด อย่าลืมหาทานดูนะครับ ในสมัยก่อนเขาจะทานไส้กรอกขาวก่อนเที่ยงเนื่องจากวิธีการผลิต ทำให้เก็บไว้นานไม่ได้ เค้าบอกว่าให้ไส้กรอกได้ยินเสียงระฆังโบสถ์ตอนเที่ยงไม่ได้ ปัจจุบันมีตู้เย็นแล้ว แต่ก็ยังนิยมทานเป็นอาหารเช้าอยู่
เด็กชายและหญิงในชุดพื้นเมืองของชาวบาวาเรีย ที่แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังแต่งตัวแบบนี้กันเวลาออกงาน
รับเบียร์เย็น ๆ กันซักแก้วมั้ยคะ
มีคำแนะนำอีกนิดสำหรับคนที่จะเดินทาง วิธีประหยัดที่สุดในการเดินทางไปเมืองต่าง ๆ ในรัฐบาวาเรียคือให้ซื้อตั๋ววันที่เรียกว่า Bayern tickets ตั๋วใบเดียวเดินทางได้ถึง 5 คน ไปไหนก็ได้ในรัฐบาวาเรีย ราคา 28 ยูโร คุ้มจริง ๆ แต่ต้องซื้อจากตู้เท่านั้น ถ้าซื้อจากพนักงานขายตั๋วจะแพงขึ้นอีก 2 ยูโร แต่ถ้าเดินทางคนเดียวก็มีตั๋วเดี่ยวราคา 20 ยูโร ตั๋วนี้มีข้อจำกัดนิดหน่อยคือใช้ได้หลัง 9 โมงเช้าไปจนถึงตีสามในวันจันทร์-ศุกร์ ส่วนเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดจะใช้ได้ตั้งแต่เที่ยงคืนจนตีสามวันถัดไป (27 ชั่วโมง) และใช้ได้เฉพาะกับรถช้าเท่านั้น พวกรถด่วนวิ่งเชื่อมระหว่างประเทศจะใช้ไม่ได้ นอกจากนี้จะขึ้นรถราง รถใต้ดิน รถเมล์ทั่วรัฐบาวาเรียก็แค่แสดงบัตรนี้เท่านั้น ใช้ได้หมด
เที่ยวให้สนุกนะครับ

#1 By ต้า on 2009-05-09 13:38