ทางชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตกเฉียงเหนือของ ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนแห่งน้ำจรดฟ้า  มีภูเขาสูงประดุจที่อยู่ของเทพเจ้าอยู่ห่างจากชายฝั่งมหาสมุทรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น   บริเวณเชิงเขาเป็นที่รกครึ้มประดุจดั่งป่าหิมพานต์ในวรรณคดีไทย   เรามาติดตามป่าหิมพานต์ในเวอร์ชันฝรั่งกันดีกว่า

 

บริเวณทั้งสามส่วนที่ดูแตกต่างกันอย่างมากมายประกอบกันขึ้นเป็นอุทยานแห่งชาติโอลิมปิก   ประกอบด้วยส่วนของภูเขา  ส่วนของป่าฝน และส่วนของพื้นที่ริมทะเล  ทั้งสามส่วนก่อให้เกิดระบบนิเวศที่แตกต่างกันอย่างมาก

 

ที่แห่งนี้เป็นคาบสมุทรขนาดใหญ่เรียกว่าคาบสมุทรโอลิมปิก  แยกจากแผ่นดินใหญ่ (แถบเมืองซีแอตเทิ้ล) โดยธารน้ำแข็งในยุคน้ำแข็ง   เมื่อนักสำรวจเดินทางมาถึงบริเวณนี้แล้วพบเทือกเขาสูงขนาดใหญ่ ปกคลุมด้วยหิมะและธารน้ำแข็ง  จึงเกิดความประทับใจและจินตนาการไปว่าสถานที่แห่งนี้เปรียบดั่งที่ประทับ ของเทพเจ้า   และได้ขนานนามเทือกเขาแห่งนี้ว่า เทือกเขาโอลิมปิก (Olympic mountains)  ตามที่ประทับของเทพเจ้าในความเชื่อของชาวกรีกโบราณ

 

ยอดสูงสุดบนเทือกเขาแห่งนี้มีชื่อว่ายอดเขาโอลิมปัส (Mount Olympus)  ซึ่งเป็นชื่อที่ประทับของเทพเจ้าสูงสุดของกรีกนามว่าจูปิเตอร์   อาจจะพอเปรียบได้กับยอดเขาไกรลาศที่ประทับของพระอิศวรตามความเชื่อของศาสนาฮินดู

 

ทะเลสาบพระจันทร์เสี้ยว (Lake Crescent)  เป็นทะเลสาบที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง

 

เทือกเขาสูงแห่งนี้เป็นแนวกั้นลมฝนที่พัดพามาจาก มหาสมุทรแปซิฟิก   เมื่อลมตะวันตกจากมหาสมุทรพัดพาความชื้นที่มากับกระแสน้ำเย็นกระทบกับภูเขา  จึงรวมตัวกันเป็นเมฆ และกลั่นตัวตกลงมาเป็นฝนหรือหิมะ   ทำให้ด้านทิศตะวันตกของเทือกเขาโอลิมปิกได้รับความชื้นและฝนมากถึง 140 นิ้วต่อปี

 

ชายป่าด้านตะวันตกของเทือกเขาโอลิมปิกได้รับความชุ่มชื้นเป็นอย่างมาก  มีต้นใม้ใหญ่ตระกูลสนและเมเปิ้ลขึ้นอยู่ทั่วไป  นอกจากต้นไม้ใหญ่เหล่านี้แล้ว ยังมีพวกตะไคร่น้ำและมอสขึ้นกระจายทั่วไปตามลำต้นของไม้ใหญ่

 

พวกมอสจะห้อยระย้าลงมาจากกิ่งไม้เหมือนใครประดับประดาต้นไม้นั้นด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ไปทั้งต้น

 

ตะไคร่น้ำและมอสเหล่านี้ไม่ได้อาศัยอาหารจากต้นไม้ ที่มันขึ้นอยู่ เพราะพวกนี้สามารถสังเคราะห์แสงเองได้   และได้รับสารอาหารจากลมและความชื้นที่มาทางอากาศ   บางครั้งเมื่อมอสเหล่านี้อุ้มน้ำไว้มาก ๆ อาจมีน้ำหนักได้เป็นตันและทำให้กิ่งไม้หักโค่นลงมาได้ 

 

ป่าฝนเหล่านี้เป็นป่าฝนแบบเขตอบอุ่น (temperate rainforest)  ซึ่งจะแตกต่างจากป่าฝนเขตศูนย์สูตร (tropical rainforest) แบบเมืองร้อนอย่างบ้านเรา   ป่าฝนที่ชื่อว่า Hoh Rainforest ที่นี่เป็นป่าฝนเขตอบอุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก  เห็นแล้วทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงชายป่าหิมพานต์เชิงเขาไกรลาศ  แต่นี่คงเป็นป่าหิมพานต์แบบฝรั่ง

 

หลังจากเดินเที่ยวป่าแห่งนี้  กลับไม่ยักเจอกินนร กินรี ราชสีห์ คชสีห์ ในตำนาน  เจอแต่เก้งกวางแทน  กวางที่พบมากแถบนี้พบได้ที่เดียวบนโลกคือกวาง Roosevelt elk  กวางชนิดนี้เป็นคนละสับสปีชีส์กับ elk ที่พบได้ทั่วไปบนทวีปอเมริกาเหนือ   กวางที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าและนิยมอยู่รวมกันเป็นฝูง

 

เราย้อนกลับมาชมส่วนที่สามซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของคาบสมุทรแห่งนี้ คือส่วนของชายหาดซึ่งมีความยาวกว่า 80 กิโลเมตร  ชายหาดเหล่านี้ไม่ใช่หาดทรายที่เหมาะกับการเล่นน้ำทะเล   แต่เป็นระบบนิเวศอย่างดีสำหรับสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในน้ำหรือใกล้แหล่งน้ำ

 

เกาะแก่งชายฝั่งที่ดูประหนึ่งไม่สะทกสะท้านต่อคลื่น ที่โถมเข้าใส่  ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนของแผ่นดิน  แต่ถูกกระแสน้ำกระแสลมกัดกร่อนจนเหลือเป็นเกาะใหญ่น้อยริมชายหาด  เป็นที่อยู่อาศัยและวางไข่ของสัตว์น้ำนานาชนิด

 

เวลาเดินเล่นชายหาด  ต้องระวังเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่นขนาดยักษ์   นอกจากนี้พื้นที่ริมหาดยังเป็นป่าแคบ ๆ ที่ทอดยาวขนานไปกับชายหาด  หาดบางแห่งเข้าถึงได้เฉพาะทางเท้าหรือทางเรือเท่านั้น   กว่าจะเดินจากที่จอดรถไปยังชายหาด  อาจต้องเดินเข้าป่าข้ามเขาเป็นกิโลเลยทีเดียว

 

ที่แห่งนี้มีชุมชนที่อยู่อาศัยมาเป็นเวลานานแล้ว  สังเกตได้จากภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ที่อยู่ริมทะเล

 

องค์การยูเนสโก้ได้กำหนดให้อุทยานแห่งชาติโอลิมปิก เป็น International Biosphere Reserve (เขตสงวนชีวมณฑล)  เมื่อปี ค.ศ.1976   และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในอีก 5 ปีถัดมา เพื่อรักษาไว้ให้เป็นสมบัติของลูกหลานต่อไป

 

แนบแผนที่ Olympic National Park ให้ดูเผื่อเป็นข้อมูลในการท่องเที่ยว
ส่วนที่เป็นสีเขียวเข้มจะเป็นส่วนของ National Park ครับ
อยู่ไม่ไกลจากเมือง Seattle ขับรถไปประมาณ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

Comment

Comment:

Tweet

หวัดดีจ้า เพื่อนใหม่แลกโปสการ์ดจ้า
แวะมาทักทายเผื่อถามไถ่ว่าสบายดีไหม
ถ้ามีโอกาสคงได้แลกPc กันนะค่ะ
เพื่อนใหม่แนะนำบ้างนะค่ะ...
ท้องฟ้าสีน้ำเงิน..kanunJa
ป.ล.เพื่อนคนใดไม่สะดวกก้อบอกได้จ้า

#8 By KanunJa on 2009-04-17 15:33

แปลกตา จับใจ มากค่ะ

big smile

#7 By friday on 2009-03-17 13:45

ลืมไปค่ะ หนูเพิ่งมาเขียนใหม่ว่างๆ ช่วยไป comment ให้บ้างนะค่ะbig smile

#6 By amp_chinj on 2009-03-11 22:02

ว้าว!! ภาพสวยจัง
big smile

#5 By amp_chinj on 2009-03-11 22:01

ดูภาพแล้วเหมือนไปอยู่อีกโลกเลย
สวยมากมาก อยากไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

#4 By kororo on 2009-03-08 13:57

ไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีหลงเหลืออยู่
สวยงา่มและแปลกตามากครับ เพิ่งจะเคยได้ยินอุทยานชื่อนี้ก็ครั้งนี้นี่แหละครับ ตั้งชื่อเหมือนสรวงสวรรค์เลย

#2 By เจ้าชายน้อย on 2009-03-08 00:55

แบบยากาศป่า ดูหลอนๆไงไม่รู้ เหมือนหลุดเข้าไปในโลกยุคไดโนเสาร์เลย

แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..confused smile