ไปเที่ยวป่าโบราณที่ Olympic National Park กัน
posted on 07 Mar 2009 22:26 by cherokee in Postcards, Travellingทางชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตกเฉียงเหนือของ ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนแห่งน้ำจรดฟ้า มีภูเขาสูงประดุจที่อยู่ของเทพเจ้าอยู่ห่างจากชายฝั่งมหาสมุทรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บริเวณเชิงเขาเป็นที่รกครึ้มประดุจดั่งป่าหิมพานต์ในวรรณคดีไทย เรามาติดตามป่าหิมพานต์ในเวอร์ชันฝรั่งกันดีกว่า
บริเวณทั้งสามส่วนที่ดูแตกต่างกันอย่างมากมายประกอบกันขึ้นเป็นอุทยานแห่งชาติโอลิมปิก ประกอบด้วยส่วนของภูเขา ส่วนของป่าฝน และส่วนของพื้นที่ริมทะเล ทั้งสามส่วนก่อให้เกิดระบบนิเวศที่แตกต่างกันอย่างมาก
ที่แห่งนี้เป็นคาบสมุทรขนาดใหญ่เรียกว่าคาบสมุทรโอลิมปิก แยกจากแผ่นดินใหญ่ (แถบเมืองซีแอตเทิ้ล) โดยธารน้ำแข็งในยุคน้ำแข็ง เมื่อนักสำรวจเดินทางมาถึงบริเวณนี้แล้วพบเทือกเขาสูงขนาดใหญ่ ปกคลุมด้วยหิมะและธารน้ำแข็ง จึงเกิดความประทับใจและจินตนาการไปว่าสถานที่แห่งนี้เปรียบดั่งที่ประทับ ของเทพเจ้า และได้ขนานนามเทือกเขาแห่งนี้ว่า เทือกเขาโอลิมปิก (Olympic mountains) ตามที่ประทับของเทพเจ้าในความเชื่อของชาวกรีกโบราณ
ยอดสูงสุดบนเทือกเขาแห่งนี้มีชื่อว่ายอดเขาโอลิมปัส (Mount Olympus) ซึ่งเป็นชื่อที่ประทับของเทพเจ้าสูงสุดของกรีกนามว่าจูปิเตอร์ อาจจะพอเปรียบได้กับยอดเขาไกรลาศที่ประทับของพระอิศวรตามความเชื่อของศาสนาฮินดู
ทะเลสาบพระจันทร์เสี้ยว (Lake Crescent) เป็นทะเลสาบที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง
เทือกเขาสูงแห่งนี้เป็นแนวกั้นลมฝนที่พัดพามาจาก มหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อลมตะวันตกจากมหาสมุทรพัดพาความชื้นที่มากับกระแสน้ำเย็นกระทบกับภูเขา จึงรวมตัวกันเป็นเมฆ และกลั่นตัวตกลงมาเป็นฝนหรือหิมะ ทำให้ด้านทิศตะวันตกของเทือกเขาโอลิมปิกได้รับความชื้นและฝนมากถึง 140 นิ้วต่อปี
ชายป่าด้านตะวันตกของเทือกเขาโอลิมปิกได้รับความชุ่มชื้นเป็นอย่างมาก มีต้นใม้ใหญ่ตระกูลสนและเมเปิ้ลขึ้นอยู่ทั่วไป นอกจากต้นไม้ใหญ่เหล่านี้แล้ว ยังมีพวกตะไคร่น้ำและมอสขึ้นกระจายทั่วไปตามลำต้นของไม้ใหญ่
พวกมอสจะห้อยระย้าลงมาจากกิ่งไม้เหมือนใครประดับประดาต้นไม้นั้นด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ไปทั้งต้น
ตะไคร่น้ำและมอสเหล่านี้ไม่ได้อาศัยอาหารจากต้นไม้ ที่มันขึ้นอยู่ เพราะพวกนี้สามารถสังเคราะห์แสงเองได้ และได้รับสารอาหารจากลมและความชื้นที่มาทางอากาศ บางครั้งเมื่อมอสเหล่านี้อุ้มน้ำไว้มาก ๆ อาจมีน้ำหนักได้เป็นตันและทำให้กิ่งไม้หักโค่นลงมาได้
ป่าฝนเหล่านี้เป็นป่าฝนแบบเขตอบอุ่น (temperate rainforest) ซึ่งจะแตกต่างจากป่าฝนเขตศูนย์สูตร (tropical rainforest) แบบเมืองร้อนอย่างบ้านเรา ป่าฝนที่ชื่อว่า Hoh Rainforest ที่นี่เป็นป่าฝนเขตอบอุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เห็นแล้วทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงชายป่าหิมพานต์เชิงเขาไกรลาศ แต่นี่คงเป็นป่าหิมพานต์แบบฝรั่ง
หลังจากเดินเที่ยวป่าแห่งนี้ กลับไม่ยักเจอกินนร กินรี ราชสีห์ คชสีห์ ในตำนาน เจอแต่เก้งกวางแทน กวางที่พบมากแถบนี้พบได้ที่เดียวบนโลกคือกวาง Roosevelt elk กวางชนิดนี้เป็นคนละสับสปีชีส์กับ elk ที่พบได้ทั่วไปบนทวีปอเมริกาเหนือ กวางที่นี่มีขนาดใหญ่กว่าและนิยมอยู่รวมกันเป็นฝูง
เราย้อนกลับมาชมส่วนที่สามซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของคาบสมุทรแห่งนี้ คือส่วนของชายหาดซึ่งมีความยาวกว่า 80 กิโลเมตร ชายหาดเหล่านี้ไม่ใช่หาดทรายที่เหมาะกับการเล่นน้ำทะเล แต่เป็นระบบนิเวศอย่างดีสำหรับสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในน้ำหรือใกล้แหล่งน้ำ
เกาะแก่งชายฝั่งที่ดูประหนึ่งไม่สะทกสะท้านต่อคลื่น ที่โถมเข้าใส่ ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนของแผ่นดิน แต่ถูกกระแสน้ำกระแสลมกัดกร่อนจนเหลือเป็นเกาะใหญ่น้อยริมชายหาด เป็นที่อยู่อาศัยและวางไข่ของสัตว์น้ำนานาชนิด
เวลาเดินเล่นชายหาด ต้องระวังเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่นขนาดยักษ์ นอกจากนี้พื้นที่ริมหาดยังเป็นป่าแคบ ๆ ที่ทอดยาวขนานไปกับชายหาด หาดบางแห่งเข้าถึงได้เฉพาะทางเท้าหรือทางเรือเท่านั้น กว่าจะเดินจากที่จอดรถไปยังชายหาด อาจต้องเดินเข้าป่าข้ามเขาเป็นกิโลเลยทีเดียว
ที่แห่งนี้มีชุมชนที่อยู่อาศัยมาเป็นเวลานานแล้ว สังเกตได้จากภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ที่อยู่ริมทะเล
องค์การยูเนสโก้ได้กำหนดให้อุทยานแห่งชาติโอลิมปิก เป็น International Biosphere Reserve (เขตสงวนชีวมณฑล) เมื่อปี ค.ศ.1976 และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในอีก 5 ปีถัดมา เพื่อรักษาไว้ให้เป็นสมบัติของลูกหลานต่อไป
แนบแผนที่ Olympic National Park ให้ดูเผื่อเป็นข้อมูลในการท่องเที่ยว
ส่วนที่เป็นสีเขียวเข้มจะเป็นส่วนของ National Park ครับ
อยู่ไม่ไกลจากเมือง Seattle ขับรถไปประมาณ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้นเอง
แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..
#1 By ความรักสร้างฉัน on 2009-03-08 00:31