Arches National Park ประติมากรรมซุ้มหินโค้งทางธรรมชาติ
posted on 27 Nov 2008 22:48 by cherokee in Postcards, Travellingอุทยานแห่งชาติอาร์ช (Arches National Park) เป็นอุทยานเล็ก ๆ มีเนื้อที่ไม่มาก อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นี่เป็นบันทึกหน้าสำคัญทางธรณีวิทยา เป็นที่ชุมนุมของซุ้มหินโค้งหรือทับศัพท์จากภาษาอังกฤษว่าอาร์ช (arch) ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติถึงกว่า 2000 พันแห่ง มีขนาดน้อยใหญ่ รูปร่างต่าง ๆ กัน ซุ้มหินโค้งเกิดขึ้นได้อย่างไรจึงสามารถยืนหยัดท้าทายกฎของแรงโน้มถ่วงเป็นเวลานับเป็นล้าน ๆ ปี วันนี้เราจะมาติดตามเรื่องราวไปด้วยกัน
ที่บริเวณนี้ เมื่อนานมาแล้วเคยอยู่ใต้ท้องทะเล จึงมีชั้นเกลือสะสมอยู่ด้านล่างเรียกว่า salt bed จากนั้นจึงมีการทับถมของชั้นหินทรายซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไป ชั้นหินส่วนนี้กลายเป็นส่วนของเปลือกโลก ซึ่งผุกร่อนไปตามเวลา จากน้ำ ลม และหิมะ ชั้นเกลือด้านล่างทรุดตัวลงและถูกชะล้างไปเร็วกว่าชั้นหินด้านบน เมื่อกัดเซาะไปเรื่อย ๆ จึงเกิดเป็นช่อง เป็นรู
การชมสะพานโค้งในอุทยานแห่งชาติอาร์ช จะมีสามส่วนหลัก ๆ ส่วนแรกเรียกว่า Devils garden ประกอบด้วยอาร์ชสำคัญ ๆ ตามเส้นทางเดินเท้ามากมายหลายแห่ง และมีมุมสวย ๆ ให้ถ่ายรูปเป็นระยะ ๆ
Wall Arch มีความยาว 68 ฟุต สภาพวัฏจักรของน้ำที่ไหลซึมไปตามร่องหินและแข็งตัวในเวลากลางคืน และละลายเวลากลางวัน ทำให้ชั้นหินแยกจากกันและค่อย ๆ ร่วงลงมาในที่สุด
ข่าวล่าสุด Wall Arch ได้ร่วงทลายลงมาแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2008 กลางปีนี้เอง
Landscape Arch เป็นสะพานโค้งธรรมชาติที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ยาวถึง 306 ฟุต แรงโน้มถ่วงเป็นปัจจัยที่ทำให้มันบางลง ๆ ไปเรื่อย และซักวันหนึ่งก็คงไม่พ้นกฎแห่งธรรมชาติ
Landscape Arch ยามหิมะโปรยปราย
Double O Arch หรืออาร์ชตัวอักษรโอคู่ เป็นรูปวงกลมสองวง วงเล็กอยู่ด้านล่าง วงใหญ่อยู่ด้านบนมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 160 ฟุต นักท่องเที่ยวสามารถเดินลอดวงเล็กเพื่อมาชมวิวอันงดงามของอาร์ชแห่งนี้ได้
Double O Arch เป็นจุดหมายปลายทางของเส้นทาง Devils Garden
ส่วนที่สองในอุทยานที่มีอาร์ชเยอะ ๆ เรียกว่า Windows section สะพานโค้งสองอันที่เชื่อมกันจนเหมือนลูกตา เรียกว่าหน้าต่างเหนือและหน้าต่างใต้ (North and South Windows)
เมื่อมองทะลุผ่านหน้าต่างจะเห็นกลุ่มอาร์ชอีกกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า Turret Arch
ในเส้นทาง Windows section จะพบอาร์ชขนาดมหึมาเหมือนคานที่ค้ำยันมหาวิหาร เป็นอาร์ชขนาดใหญ่สองอัน เรียกว่า Double Arch มีความสูงจากฐานขึ้นไปถึงกว่า 100 ฟุต
นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมความยิ่งใหญ่อลังการได้ยามที่ยืนอยู่ข้างใต้อาร์ชนี้
ไฮไลต์สำคัญของอุทยาน ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของรัฐยูทาห์ คือ Delicate Arch ที่สวยที่สุด นักท่องเที่ยวต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่าสองกิโลเมตรเพื่อไปชมความงามของอาร์ชแห่งนี้ ต้องฝ่าไอแดดและความร้อนขึ้นเขาลาดชันที่ปราศจากต้นไม้ แต่เมื่อมาถึง วิวข้างหน้าที่ได้เห็นจะทำให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางได้ในทันที ภาพที่ได้เห็นตรงหน้านับเป็นจุดที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้
Delicate Arch ยืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขาซึ่งด้านหนึ่งเป็นหน้าผา มีเทือกเขาลาซาล (La Sal Mountains) ที่เปิดโล่งสุดสายตาและปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนเป็นฉากหลัง ช่องเปิดตรงกลางมีความกว้าง 32 ฟุต และสูง 46 ฟุต สูงกว่าความสูงของคนปกติถึง 7-8 เท่า
Delicate Arch เป็นส่วนหนึ่งของขอบแอ่งกะทะ การผุกร่อนทำให้บริเวณโดยรอบพังทลายไปหมด แล้วซักวันหนึ่งอาร์ชนี้ก็คงพังทลายตามลงไปด้วย
เวลาในการชม Delicate Arch ที่สวยที่สุดคือยามบ่ายคล้อย แดดร่มลมตก อากาศเย็นสบาย เมื่อพระอาทิตย์เริ่มคล้อยลดระดับความร้อนและความแรงลง รัศมีจากแสงอาทิตย์จะตกกระทับตัวอาร์ชและเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จนพระอาทิตย์ตก เป็นความงามตามธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก นักท่องเที่ยวควรเผื่อเวลาในการเดินทางขึ้นมาชมและนั่งพักผ่อนล่วงหน้าก่อนพระอาทิตย์ตกซัก 2-3 ชั่วโมง
ก่อนหน้าที่จะกลายเป็นอาร์ช หินบริเวณนี้จะเป็นแผ่นขนาดใหญ่ เรียกว่าครีบ (fin) แล้วผ่านกระบวนการผุกร่อนตรงกลางเป็นช่องเปิด น้ำที่ผ่านกระบวนการเยือกแข็งจะยิ่งเพิ่มรอยแตกให้กว้างขึ้น จากนั้นแรงโน้มถ่วงก็ทำหน้าที่ของมันในการขยายช่องให้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ จากหินที่ค่อย ๆ ร่วงออก แล้วสุดท้ายก็คงร่วงลงมาทั้งหมด
รูปที่เห็นเป็นบริเวณที่เรียกว่า Park Avenue แผ่นครีบขนาดมหึมา ดูเหมือนตึกระฟ้าในย่านธุรกิจสำคัญ
อย่างที่เคยกล่าวไปแล้วว่ามนุษย์เราเป็นพยานของความเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเพียงเศษเสี้ยวของเวลาเท่านั้นเอง อีกไม่กี่สิบปีหรือร้อยปีข้างหน้า อุทยานแห่งนี้คงเปลี่ยนรูปโฉมไปจนจำไม่ได้เป็นแน่แท้
บริเวณใกล้ ๆ กัน จะมีอุทยานแห่งชาติอีกแห่ง ชื่อว่า Canyonlands National Park ที่ซึ่งมีภูมิประเทศหลากหลาย และทุรกันดาร ส่วนใหญ่ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อบวกกับการเดินเท้า เพื่อเข้าชมความสันโดษตามธรรมชาติที่ยังไม่โดนทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์
Molar rock, Canyonlands National Park
จุดชมวิวแม่น้ำที่โค้งกลับเหมือนคอห่าน อยู่ใน Dead Horse State Park
ขอจบกระทู้นี้ด้วยภาพแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณสาดลอดใต้ Mesa Arch และหุบเขาเบื้องล่าง ในอุทยานแห่งชาติแคนยอนแลนด์
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ

อยากมีโอกาสไปชมสักครั้งจัง แต่ว่าคงยาก
ขอบคุณมากนะคะที่นำมาแบ่งปัน
#1 By hikaru on 2008-11-28 00:44