เที่ยวกรีซ ภาค 3 สะดือโลกที่เดลฟี และโบสถ์ลอยฟ้าที่เมทิโอรา
posted on 09 Jul 2008 00:10 by cherokee in Postcards, Travellingสวัสดีครับ ห่างหายไปนานกับกระทู้ท่องโลกกับโปสการ์ด ช่วงนี้งานเข้าครับ อิอิ ไม่มีเวลามาพาเที่ยวซักเท่าไหร่ เอาเป็นว่าถ้าเมื่อไหร่พอหาเวลาเขียนกระทู้ได้จะมาพาเที่ยวต่อนะครับ
จากเอเธนส์ขึ้นมาทางเหนือประมาณ 3 ชั่วโมง จะถึงเมืองเก่าชื่อเดลฟี (Delphi) ซึ่งตั้งอยู่บนไหล่เขาพาร์นาสซัส (Parnassus) มีภูมิประเทศที่สวยงามมาก ในอดีตเคยได้รับการขนานนามว่าเป็นศูนย์กลางโลกหรือสะดือของโลก (navel of the earth) ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้
เมืองนี้ในอดีตเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งเทพอพอลโล ซึ่งเป็นสุริยเทพตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณ ปัจจุบันวิหารเทพอพอลโลผุพังจนเหลือแต่ซากในรูปถัดไป แต่รูปที่เห็นจนเรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเดลฟีกลับเป็นวิหารกลมที่เรียกว่า tholos ซึ่งเป็นวิหารของเทพอะธีนา ใครเคยดูหนังเรื่อง Stargate ที่ฉายทางเคเบิ้ลทีวี จะเห็นจุดนี้เป็นประตูเชื่อมต่อไปยังจักรวาลระบบอื่น ๆ
ในรูปนี้จะเห็นวิหารเทพอพอลโลตั้งอยู่บนไหล่เขาอยู่ต่ำกว่าโรงละครกลางแจ้งลงไปหนึ่งชั้น ในรูปจะเห็นเพียงแค่ฐานรูปสี่เหลี่ยมและมีเสา 4-5 ต้นทางด้านซ้าย ในอดีตวิหารแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันเนื่องจากมีนักบวชหญิงที่เป็นเหมือนร่างทรงของเทพอพอลโล (มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า oracles) ที่จะคอยให้คำพยากรณ์ตั้งแต่เรื่องส่วนตัวยันเรื่องการบ้านการเมือง ใครจะส่งทหารไปรบที่ไหนก็ต้องมาปรึกษาคำพยากรณ์ของเทพอพอลโลที่วิหารแห่งเมืองเดลฟีนี้
ถัดจากวิหารขึ้นมาจะเห็นโรงละครกลางแจ้ง ผมว่าคนที่ชมการแสดง ณ สถานที่แห่งนี้คงมีความสุขมาก ๆ แน่ ๆ ได้เห็นวิวทิวทัศน์เบื้องล่างสวยงาม
สูงขึ้นไปอีกชั้นจากโรงละครจะเป็นสนามกีฬารูปร่างคล้าย ๆ กับสนามกีฬาโอลิมปิกในกระทู้ก่อน สมัยโบราณไว้แข่งขันกีฬาไพเธียน (Pythian games) ซึ่งจัดเป็นประจำทุก 4 ปีเช่นเดียวกับกีฬาโอลิมปิกแต่อยู่คนละเมืองกัน
ถัดขึ้นไปจากเดลฟีประมาณ 3-4 ชั่วโมง ทางตอนกลางของประเทศกรีซ จะพบหมู่สำนักสงฆ์ลอยฟ้าอย่างน่าอัศจรรย์ เรียกว่า เมทีโอร่า (Meteora) พระในศาสนาคริสต์นิกายกรีกออโธดอกซ์ ได้สร้างสำนักสงฆ์ (monastery) ไว้หลายแห่งบนยอดเขาหินทรายที่สูงชันจากพื้นราบ ดูแล้วชวนให้เกิดความสงสัยว่าขึ้นไปสร้างอาคารบนยอดเขาสูงได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้นพระสงฆ์ที่อยู่ข้างบนหาอาหารและน้ำได้อย่างไร แล้วทำไมถึงต้องไปสร้างอยู่บนนั้น ต้องการปลีกวิเวก หรือต้องการเข้าถึงพระเจ้าให้ใกล้ที่สุด
จริง ๆ แล้ว พระสงฆ์เหล่านี้หนีการคุกคามของพวกเตอร์กที่นับถือศาสนาอิสลามและกำลังแผ่ขยายอิทธิพลมายังคาบสมุทรกรีซ และพบว่าแท่งหินทรายสูงชันเหล่านี้เป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการตั้งสำนักสงฆ์เพื่อสืบทอดศาสนาต่อไป ในราว 800-900 ปีก่อน เมื่อเริ่มสร้างมีสำนักสงฆ์ทั้งหมด 20 แห่งด้วยกัน แต่ปัจจุบันเหลือที่เปิดทำการจริงอยู่เพียง 6 แห่งเท่านั้น
ในสมัยก่อน การขึ้นไปยังสำนักสงฆ์เหล่านี้ทำได้ยากลำบากมาก ต้องใช้เชือกหรือตาข่ายเพื่อใช้ในการปีนป่าย การส่งข้าวของเครื่องใช้และอาหารจะผ่านทางเชือกและตะกร้าเท่านั้น เพิ่งจะมีการสร้างบันไดทางขึ้นและสะพานเชื่อมเมื่อไม่ถึงร้อยกว่าปีมานี้เอง
หมู่สำนักสงฆ์เหล่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ในปี พ.ศ.2531 เนื่องจากการผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างศิลปะแบบไบแซนไทน์เข้ากับสภาพแวดล้อมที่งดงามทางธรรมชาติ
นักบวชในนิกายกรีกออโธดอกซ์จะใส่ชุดคลุมยาวสีดำตลอดทั้งชุด ผิดกับบาทหลวงทางฝั่งโรมันแคธอลิกที่ใส่ชุดขาวทั้งชุด ทั้งสองนิกายแยกออกจากกันตอนที่อาณาจักรโรมันแยกเป็นอาณาจักรโรมันตะวันตกและอาณาจักรโรมันตะวันออก เมื่อแยกการปกครองทางโลกออกจากกัน จึงแยกการปกครองทางศาสนาออกจากกันด้วย นิกายออโธดอกซ์จึงเผยแพร่เข้าไปในประเทศทางยุโรปตะวันออก เช่น รัสเซีย โรเมเนีย บัลแกเรีย
แท่งหินตรงกลางมีชื่อเรียกว่า Finger of God หรือนิ้วของพระเจ้า
จบตอนเท่านี้ก่อนนะครับ มีเวลาและโอกาสจะกลับมาพาท่องโลกกันใหม่ ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะครับ
ชีวิตนี้จะได้ไปเหยียบบ้างไหมหนอ
#1 By pisces on 2008-07-09 00:45