เที่ยวอิตาลี ภาค 11 ซานมาริโน สาธารณรัฐขนาดจิ๋ว
posted on 12 Apr 2008 17:31 by cherokee in Postcards, Travelling
วันนี้พาออกนอกประเทศอิตาลีไปเที่ยวสาธารณรัฐซานมาริโน (The Most Serene Republic
of San Marino ) หลายท่านอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
แต่เป็นประเทศอิสระที่เก่าแก่ที่สุด
และมีขนาดเล็กเป็นอันดับสามในทวีปยุโรปรองจากวาติกันและมอนาโค จริงๆ
มีขนาดเท่ากับเมืองๆ หนึ่งเท่านั้นเอง
แถมยังถูกล้อมรอบทุกด้านด้วยประเทศอิตาลีอีกด้วย เป็นประเทศที่มีอิสรภาพมายาวนานถึง
1,700
ปี
ใครอยากรู้ว่าอยู่ตรงไหนลองคลิ้กเข้าไปดูแผนที่ของประเทศนี้ได้ที่นี่
http://www.sanmarinonline.com/sanmarino_map.htm
เมืองนี้ตั้งอยู่บนภูเขา เขตเมืองเก่าจะอยู่บนผาสูงชัน ส่วนเขตเมืองใหม่จะอยู่บนที่ราบเชิงเขาเป็นเขตที่อยู่อาศัย มีถนนแคบๆ จากพื้นราบขึ้นไปบนเขา รถบัสขนาดใหญ่จะขึ้นได้แค่ที่จอดรถแล้วต้องเดินเท้าต่อไปเอง แต่รถเล็กจะสามารถไต่ไปตามถนนแคบๆ ขึ้นไปถึงตอนบนได้
จริง ๆ เมืองนี้ไปจากราเวนน่าหรือโบโลญญ่าไม่ยากเลย สามารถนั่งรถไฟไปต่อรถบัสที่เมือง Rimini ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศริมทะเล มีรถบัสออกทุกชั่วโมง
รูปนี้เป็นป้อมปราการที่อยู่บนหน้าผา
จริงๆ หลายคนอาจจะสงสัยเหมือนผมว่าทำไมประเทศนี้ถึงเป็นรัฐอิสระไม่รวมอยู่ในอิตาลี อย่างที่เคยเกริ่นไปแล้วว่าประเทศอิตาลีหลังจากอาณาจักรโรมันล่มสลายก็แตกออกเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย มีการปกครองแบบนครรัฐ (city state) คือแต่ละเมืองมีการปกครองของตัวเองเป็นอิสระจากกัน บางช่วงก็อาจจะทำสงครามเพื่อแย่งชิงความยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่เคยรวมกันเป็นประเทศเสียที ซานมาริโนก็เป็นหนึ่งในนครรัฐในยุคนั้น มีทำเลที่ตั้งบนภูเขาสูงชัน จึงไม่ค่อยมีใครสนใจจะไปแย่งชิงมาเป็นอาณาเขต แถมประชากรส่วนใหญ่ก็ยากจน
ต่อมาภายหลังในยุคที่การิบัลดีพยายามรวมชาติ ซึ่งต้องทำสงครามกับเมืองต่างๆ ที่คัดค้านการรวมชาติโดยเฉพาะเมืองที่สวามิภักดิ์ต่อพระสันตปาปา ซานมาริโนกลายเป็นที่หลบลี้ภัยให้กับพวกของการิบัลดีจากฝ่ายที่ต่อต้านเนื่องจากทำเลอยู่บนภูเขาสูง ยากต่อการที่ศัตรูจะตามมาต่อสู้ด้วย
เมื่อการิบัลดีทำสงครามชนะสามารถรวมชาติได้ ซานมาริโนแสดงความปรารถนาที่จะไม่เข้าร่วมกับชาติที่เกิดใหม่นี้ เพื่อตอบแทนความดีที่ซานมาริโนให้ที่หลบภัยในช่วงสงคราม จึงยอมให้ประเทศนี้มีอธิปไตยต่อไป ประเทศนี้ได้วางตัวเป็นกลางตลอดมาและในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทำหน้าที่เป็นที่ลี้ภัยให้กับคนถึงหนึ่งแสนคน จนกระทั่งฝ่ายสัมพันธมิตรส่งทหารเข้ามาดูแล
ตึกที่เห็นในรูปคืออาคารที่ทำการของรัฐบาล
บนเขตเมืองเก่าจะเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไปเมืองนี้ก็จะซื้อของที่ระลึกไว้สะสมอย่างเหรียญ (ปัจจุบันประเทศนี้หันมาใช้ยูโรแล้ว) แสตมป์ (ประเทศนี้มีแสตมป์ของตัวเอง) โปสการ์ด แม็กเน็ต อาจจะเป็นรายได้หลักของประเทศเลยก็ว่าได้
จบแล้วครับ ประเทศนี้ไม่มีอะไรมาก เดินครึ่งวันก็หมดแล้ว คราวหน้าอาจจะเปลี่ยนบรรยากาศไปประเทศอื่นบ้างนะครับ
ทำเลไม่ดีจริงๆหรือไงนะ ขนาดทำสงครามยังไม่มีใครทำด้วยเลย * *;; ปัจจุบันรายได้ก็มาจากของที่ระลึก... แสดงว่าการเพาะปลูกอะไรก็คงไม่สะดวกสินะคะ
ปล. จากเอนทรี่ก่อนๆ เรื่องว่าศิลปกรรมแต่ละแบบต่างกันยังไง เราก็แยกไม่ได้แน่นอน แต่โดยทั่วไป ถ้าเป็นรูปแบบดั้งเดิมไม่ใช่ประยุกต์ ดูด้วยตาจะประมาณนี้ค่ะ
1. โกธิค แหลมๆ สูงๆ ชี้ฟ้า แต่ซุ้มประตูจะโค้งค่ะ
2. บาโรค คล้ายโกธิค แต่จะไม่แหลมสูงเท่า ที่เด่นที่สุดคือความอลังการ มันจะดูอลังการ โอ่อ่า ทองวิบวับฟู่ฟ่า ใหญ่โตมโหฬาร
3. โรมันเนสก์ ทึบๆ ดูไม่โปร่งตาเท่าไหร่ มักจะเป็นช่องๆเหมือนกด copy-paste กันมาเป็นแถวๆ ต่อๆกัน... ข้อหลังนี่ไม่จำเ็ป็น แต่หลักๆคือจะ"ทึบ"และเรียบง่ายค่ะ
4. นีโอคลาสสิค ตามชื่อค่ะ "นีโอ" คือเป็นของสมัยใหม่ ที่สถาปัตยกรรมมีบางส่วนนำของเก่ามาประยุกต์ วัสดุมีความหลักหลาย หลายๆที่ก็จะเป็นโลหะ เช่นหอไอเฟล หรือสถานีหัวลำโพงบ้านเรา(ถ้าจำไม่ผิด)
-นีโอคลาสสิคนี่ ก็แยกไม่ค่อยเป็นเหมือนกันค่ะ.... แต่อะไรที่ดูแล้วมันแม่งๆ ผสมปนเป แล้วก็ดูใหม่ๆหน่อยก็มักจะเป็นนีโอคลาสสิค
-ในบรรดา 4 ประเภทนี้ โรมันเนสก์ ตามชื่อเลยค่ะ เป็นอะไรที่ดูปุ๊บ จะนึกถึง "กรีก-โรมัน" ขึ้นมาทันที เพราะอีก 3 ประเภทที่หลุดพ้นจากอิทธิพลกรีก-โรมันแล้ว แล้วก็ความทึบตาีของผนัง กำแพงทั้งหลาย
#1 By JiBi_AI on 2008-04-22 01:56