วันนี้จะพาไปเมืองหนึ่งที่คนไทยไม่ค่อยได้ไปกัน นั่นคือเมืองราเวนนา (Ravenna) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี อยู่ในภูมิภาคเอมิเลีย-โรมันญ่า (Emelia-Romagna) นั่งรถไฟจากโบโลญญ่า (Bologna) ไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงแล้ว เมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรโรมันตะวันตกในราวคริสตศตวรรษที่ 5-6 ภายในโบสถ์วิหารเก่าแก่ประกอบไปด้วยภาพจากกระเบื้องโมเสกที่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก ไม่น่าเชื่อว่าภาพโมเสกทั้งหลายจะมีอายุมาถึงเกือบ 1,500 ปีและยังคงสีสันสดใสได้ขนาดนี้ องค์การยูเนสโก้กำหนดให้โบสถ์วิหารเหล่านี้เป็นมรดกโลก จริงๆ แทบจะทุกเมืองที่ไปมาในอิตาลีก็เป็นมรดกโลกทั้งสิ้น ถือว่าเป็นประเทศที่มีจำนวนมรดกโลกมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก

สถานที่แรกที่ควรเข้าก่อนเมื่อไปถึงคือโบสถ์ซานวิตาเล (San Vitale Basilica) เมื่อมองจากภายนอกจะเห็นโบสถ์ก่อด้วยอิฐ ดูธรรมดามาก แต่โบสถ์นี้เก่าแก่กว่าพันห้าร้อยปี

 

แต่ภายในโบสถ์แห่งนี้ จะประดับประดาด้วยกระเบื้องโมเสกที่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

 

ไม่น่าเชื่อว่าภาพโมเสกทั้งหลายจะมีอายุมาถึงเกือบ 1,500 ปีและยังคงสีสันสดใสได้ขนาดนี้

 

ภาพโมเสกพวกนี้จะ บรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ในคัมภีร์ไบเบิ้ลโดยเฉพาะจากพระคัมภีร์เดิม (The Old Testament) ด้วยภาพโมเสกตามเสาตามช่องตามโค้ง ภาพโมเสกลักษณะนี้จะโดดเด่นมากในศิลปะแบบไบแซนไทน์

 

จริง ๆ อาคารที่ถูกกำหนดให้เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้มีทั้งหมด 8 อาคารด้วยกัน ผมจะไม่แจงแล้วกันนะครับว่ารูปไหนอยู่ในอาคารใด ชมกันไปเรื่อย ๆ

รูปพระเยซูคริสต์ครับ สวยงามจริง ๆ

 

พระแม่มารี รูปนี้เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์

 

ภายนอกอาคารเหล่านี้ดูเก่าๆ เป็นอิฐบล๊อกธรรมดา (เพราะเก่าแก่มากจนภายนอกคงผุกร่อนไปตามเวลา) แต่ภายในเต็มไปด้วยภาพโมเสกที่วิจิตรตระการตา

The Basilica of Sant' Apollinare Nuovo

 

ภายในโบสถ์จะมีภาพโมเสกที่มีชื่อเสียงมาก เหนือเสาจะเป็นภาพโมเสก 3 แถว ในแถวสามจะเห็นรูปพระเยซูตอนประสูติประทับนั่งบนตักของพระนางมารีทางด้านขวาของภาพ มีทูตสวรรค์ประทับสองข้าง ตรงกลางภาพเป็นกษัตริย์จากตะวันออก 3 พระองค์ ที่ตามดวงดาวมายังสถานที่ประสูติเพื่อนำของมาบรรณาการ

 

ดูกันชัด ๆ อีกรูป

 

รูปนี้เป็นภาพโมเสกบนยอดโดมของอาคารที่ไว้ใช้ประกอบพิธีรับศีลจุ่มหรือพิธีแบบไทส์ (baptise) ตรงกลางจะเห็นภาพเหตุการณ์ตอนที่พระเยซูรับศีลจุ่มจากเซนต์จอห์น (St.John the Baptist) แสดงให้เห็นถึงวิธีการเข้ารีตในสมัยโบราณโดยการเอาตัวลงไปจุ่มในน้ำ

ไม่น่าเชื่อว่าผ่านไปพันห้าร้อยปี สภาพยังดีอยู่เลย

 

ภายในโบสถ์อีกแห่งหนึ่ง สวยงามมากทีเดียว การมาเที่ยวเมืองราเวนนาของผมถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะเมืองอื่นความสวยงามจะอยู่สถาปัตยกรรมภายนอกเป็นส่วนใหญ่ แต่เมืองนี้ต้องชื่นชมความงามจากภายใน และทุกอย่างที่ยังคงหลงเหลืออยู่มีความเก่าแก่มากกว่าเมืองอื่น ๆ ที่ได้ชมมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฟลอเรนซ์ พิซ่า เซียน่า เวนิส จะเว้นก็แต่โรมเมืองเดียวที่เก่าแก่ในยุคโรมันเมื่อกว่า 2 พันปีมาแล้ว

 

มีจุดสำหรับท่องเที่ยวในเมืองนี้อีกจุดที่ไม่ใช่มรดกโลก คือสุสานของดังเต้ (Dante) กวีเอกชาวอิตาเลียน ท่านผู้นี้เป็นชาวฟลอเรนซ์ เกิดในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ภาษาที่ใช้ในวรรณคดีของดังเต้ได้ถูกนำมาเป็นแม่แบบของภาษาอิตาเลียนเมื่อคราวรวมชาติ เพราะก่อนหน้านั้นคนอิตาเลียนไม่มีเอกภาพทางภาษาและวัฒนธรรม (หรือแม้กระทั่งในปัจจุบัน) เพื่อนคนอิตาเลียนเล่าว่าคนชาติเขาไม่มีปัญหาในการอ่านวรรณคดีที่เก่าแก่ เพราะภาษาที่ใช้ไม่แตกต่างจากปัจจุบันมากนัก ผิดกับวรรณคดีชาติอื่นมีมีวิวัฒนาการทางภาษามายาวนาน

ช่วงปลายชีวิตของท่านถูกพิษภัยการเมือง ทำให้โดนเนรเทศออกไปจากฟลอเรนซ์ ท่านจึงหนีมาอยู่ที่เมืองราเวนน่าและตายลงที่นี่ หลังจากนั้นชาวฟลอเรนซ์เกิดกลับใจสำนึกผิดและอยากได้ศพของดังเต้คืนเพื่อยกย่องเทิดทูน แต่ชาวราเวนน่าไม่ยอมจึงเป็นเรื่องราวแย่งชิงศพกัน ปัจจุบันทางฟลอเรนซ์ยอมที่จะส่งตะเกียงน้ำมันมาเคารพศพในสุสานแทน

สำหรับคนไทยที่ไม่ค่อยรู้จักวรรณคดีตะวันตกอย่างผมก็เข้าดูสุสานไปงั้น ๆ แหละ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไหร่

Comment

Comment:

Tweet

บรรยากาศดีเน๊าะ อยากไป๊ อยากไป อิจฉาอะ...big smile double wink

#1 By viwat (112.143.23.134) on 2009-06-26 10:44