เที่ยวอิตาลี ภาค 6 ฟลอเรนซ์ ต้นกำเนิดยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
posted on 01 Apr 2008 00:59 by cherokee in Postcards, Travellingต่อไปจะพาขึ้นไปแคว้นทัสคานีหรือที่คนอิตาเลียนเรียกว่าทอสคานา มีเมืองสำคัญในแคว้นนี้หลายเมือง เช่น ฟลอเรนซ์ ปิซ่า เซียน่า ซานจิมิญาโน่ เป็นแคว้นที่มีศิลปกรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นต้นกำเนิดนักคิดนักเขียน ภาษาเขียนของอิตาเลียนที่ใช้ในปัจจุบันก็เป็นภาษาที่เอาต้นแบบมาจากของแคว้นนี้ จริงๆ แต่ละเมืองก็มีวัฒนธรรมของตัวเองและยังคงรักษาสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน
การไปเที่ยวเมืองแถบนี้น่าจะใช้เวลาซัก 3-4 วันเป็นอย่างน้อยและตั้งหลักที่เมืองฟลอเรนซ์ หาโรงแรมที่เมืองนี้พักหลายคืนจะได้ไม่ต้องย้ายกระเป๋าบ่อยๆ แล้วขึ้นรถไฟหรือรถบัสไปเที่ยวเมืองอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ในแต่ละวัน เมืองฟลอเรนซ์เองก็มีอะไรให้ดูเยอะแยะ น่าจะใช้เวลานานหน่อย อย่างน้อยก็เข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ซักหนึ่งแห่งถ้ามีเวลา
เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) หรือที่เรียกในภาษาอิตาเลียนว่าฟิเรนเซ (Firenze) เป็นจุดกำเนิดของยุคเรอเนซองส์หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ก่อนจะแพร่ขยายไปทั่วยุโรป ศิลปินยุคนี้ย้อนกลับไปค้นหาความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของชาวกรีกและโรมันที่สูญหายไปเป็นพันปีในช่วงยุคกลาง แล้วนำกลับมาฟื้นฟูพัฒนางานสร้างอีกครั้งหนึ่ง มีการใช้คณิตศาสตร์มาช่วยคำนวณเพื่อการออกแบบด้านทัศนียภาพ
มาเมืองฟลอเรนซ์ก็ต้องมาชมมหาวิหารใหญ่ซึ่งเป็นมหาวิหารที่เรียกว่าดูโอโม (duomo) ณ ตรงนี้เองที่เป็นจุดกำเนิดของความเจริญก้าวหน้ายุคเรอเนซองส์
โบสถ์ต่าง ๆ ในอิตาลีจะประกอบด้วยสามส่วน คือมหาวิหารที่เรียกว่าดูโอโม (Duomo) หอระฆัง (ฺำBell Tower หรือ Capanile) และอาคารแบบทิสเทอรี (Baptistery) ที่ไว้ประกอบพิธีศีลจุ่ม มักจะมีรูปร่างกลมหรือเป็นเหลี่ยม ๆ
โดมของวิหารนี้ถูกออกแบบขึ้นให้มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (ในสมัยนั้น) แต่มีน้ำหนักเบา ฝีมือของฟิลิปโป บรูเนลลิสกี (Fillippo Brunelleschi, 1377-1446) ผู้ที่เดินทางไปโรมเพื่อดั้นด้นศึกษางานสถาปัตยกรรมจากซากโบราณสถานของโรมันที่ยังหลงเหลืออยู่ แล้วค้นพบวิชาความรู้ของยุคโรมันที่สูญหายไปเป็นเวลาพันกว่าปี จนสามารถสร้างโดมขนาดใหญ่ที่สุดได้
ด้านหน้าของวิหารประดับด้วยหินอ่อนสีเขียว ประดิษฐ์ประดอยอย่างวิจิตรพิสดารสวยงามมาก
ชมใกล้ ๆ อีกภาพ
ถึงแม้ข้างนอกจะใหญ่โตวิจิตรตระการตา แต่ภายในกลับเรียบง่ายตามสไตล์เรอเนซองส์ตอนต้น ซึ่งยังคงอิทธิพลแบบโกธิกอยู่
เมืองนี้ถูกปกครองด้วยตระกูลเมดิชี่ (Medici) เป็นเวลายาวนาน
คนในตระกูลนี้ก็ทำให้เมืองฟลอเรนซ์กลายเป็นศูนย์กลางของศิลปะตะวันตกอย่างแท้จริงด้วยการอุปถัมถ์ศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมาย
เช่น มิเคลันเจโล (Michelangelo), บอตติเชลลิ
(Botticelli)
อาคารมหึมานี้เรียกว่าปาลัซโซเวคคิโอ แปลเป็นไทยว่าปราสาทเก่า
เป็นศูนย์กลางในการบริหารแผ่นดิน
ปัจจุบันด้านหน้าอาคารนี้จะประดับประดาไปด้วยรูปประติมากรรมทั้งของจริงของจำลอง
ไว้ให้ประชาชนหรือนักท่องเที่ยวได้ชื่นชมฟรี
หนึ่งในรูปปั้นที่สามารถชมได้ฟรีบริเวณด้านหน้าหรือข้าง ๆ
อาคารปาลัซโซเวคคิโอ
เป็นรูปปั้นของเพอร์ซีอุส (Perseus) ตัดหัวนางเมดูซา
(Medusa) ผู้มีงูบนศีรษะ
ฟลอเรนซ์เป็นศูนย์กลางของศิลปะตะวันตกอย่างแท้จริง
ใครที่ศึกษาด้านศิลปะต้องหาโอกาสมาชมให้ได้
ถึงไม่ศึกษาก็น่าจะมาดูเป็นบุญตา
รูปปั้นของชายหนุ่มที่หล่อที่สุดในโลกชื่อ
เดวิด ฝีมือของมิเคลันเจโล รูปปั้นนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์ The Gallery
ต้องเสียเงินเข้าไปดู
แต่ถ้าใครไม่อยากเสียเงินสามารถชมของจำลองเหมือนจริงได้ด้านหน้าอาคารปาลัซโซเวคคิโอเช่นเดียวกัน
ว่ากันว่าของจำลองทำได้เหมือนของจริงทุกประการ
ผมเลยดูของฟรีหน้าตึกก็พอไม่ได้เข้าไปดูข้างในหรอก
เห็นด้วยตาตัวเองแล้วต้องยอมรับว่าเขาปั้นได้สุดยอดจริงๆ ได้สัดส่วน
มีรายละเอียดชัดเจน เส้นเลือด กล้ามเนื้อ
หนุ่มรูปหล่ออย่างเดวิด 30 ปีผ่านไป ก็เป็นดังนี้ กร๊าก ๆ ๆ ๆ
ไปฟลอเรนซ์ มีโอกาสก็ควรแวะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์บ้าง ที่สำคัญที่สุดคือ อุฟฟิซี
(Uffizi) อยู่ด้านข้างอาคารปาลัซโซเวคคิโอ มีภาพวาดฝีมือบอตติเชลลี (Botticelli)
ที่สำคัญ 2 รูปคือ Birth of Venus และ Spring
คำว่า Uffizi ก็คือ Office
ในภาษาอังกฤษนั่นเอง
ก่อนเคยเป็นที่ทำการของพวกตระกูลเมดิชีก่อนเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัฑฑ์
ผมไปยืนต่อแถวเพื่อซื้อตั๋วเข้าชมนานมากเกือบ 3 ชั่วโมง อยู่ข้างในจริงๆ ไม่ถึง 2
ชั่วโมง แต่ถ้าใครไม่อยากรอสามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้โดยจ่ายเพิ่ม 3 ยูโร
เรื่องของการเข้าแถวคอยเป็นเรื่องธรรมดาของประเทศนี้ครับ
ตั้งแต่สนามบินยันพิพิธภัณฑ์ทุกที่ เขาน่าจะมีวิธีการจัดการที่ดีกว่านี้
แต่ปัญหาคือค่าแรงครับ ค่าแรงสูงมาก เขาจึงจัดคนบริการไม่เพียงพอ คนรอก็ยืนรอกันไป
มาชมภาพ Birth of Venus ฝีมือ บอตติเชลลี (Botticelli) ของจริงงามมาก
ผีมือ บอตติเชลลี อีกภาพชื่อว่า Primavera ในภาษาอิตาเลียน แปลว่า Spring หรือฤดูใบไม้ผลิ
สะพานเก่าแก่ของเมืองชื่อปอนเตเวคคิโอ (Ponte Vecchio) สองข้างบนสะพานเป็นร้านค้า สมัยก่อนเป็นร้านขายเนื้อสัตว์ ต่อมามีการปรับปรุงทัศนียภาพเลยเปลี่ยนให้กลายเป็นร้านขายทองทั้งหมด แต่คนไทยอย่าไปซื้อเชียวนะครับ เพราะทองแค่ 18K ของเราดีกว่าเยอะ สะพานนี้เป็นสะพานเดียวที่หลงเหลือจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสะพานที่มีชื่อเสียงมาก
Bird eye view
หมูป่าตัวนี้ ใครได้ไปลูบจมูกและปล่อยเหรียญลงมาจากปลายจมูกให้ลงท่อที่รอรับข้างล่างจะนำมาซึ่งโชคดี อย่าลืมไปหาให้เจอนะ อยู่หน้าตลาดขายของที่ระลึก ดูจมูกดิ มันแผลบเลย
พาลาซโซพิตติ (Palazzo Pitti) เดิมเป็นที่พำนักของพวกตระกูลเมดิชี ปัจจุบันก็เป็นพิพิธภัณฑ์อีกแห่ง
คราวหน้ายังคงอยู่ในแคว้นทัสคานีก่อน ยังมีเมืองสวย ๆ อีกหลายเมือง ไปพิซ่าก่อนดีกว่า

เที่ยวตั้งแต่เช้าเรย
#1 By Fein on 2008-04-01 07:50