ต่อไปจะพาขึ้นไปแคว้นทัสคานีหรือที่คนอิตาเลียนเรียกว่าทอสคานา มีเมืองสำคัญในแคว้นนี้หลายเมือง เช่น ฟลอเรนซ์ ปิซ่า เซียน่า ซานจิมิญาโน่ เป็นแคว้นที่มีศิลปกรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นต้นกำเนิดนักคิดนักเขียน ภาษาเขียนของอิตาเลียนที่ใช้ในปัจจุบันก็เป็นภาษาที่เอาต้นแบบมาจากของแคว้นนี้ จริงๆ แต่ละเมืองก็มีวัฒนธรรมของตัวเองและยังคงรักษาสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

การไปเที่ยวเมืองแถบนี้น่าจะใช้เวลาซัก 3-4 วันเป็นอย่างน้อยและตั้งหลักที่เมืองฟลอเรนซ์ หาโรงแรมที่เมืองนี้พักหลายคืนจะได้ไม่ต้องย้ายกระเป๋าบ่อยๆ แล้วขึ้นรถไฟหรือรถบัสไปเที่ยวเมืองอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ในแต่ละวัน เมืองฟลอเรนซ์เองก็มีอะไรให้ดูเยอะแยะ น่าจะใช้เวลานานหน่อย อย่างน้อยก็เข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ซักหนึ่งแห่งถ้ามีเวลา

 

มาเมืองฟลอเรนซ์ก็ต้องเห็นมหาวิหารใหญ่ซึ่งเป็นมหาวิหารที่สร้างขึ้นในแบบเรอเนสซองส์ (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ) เมืองนี้เป็นจุดกำเนิดของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการก่อนจะแพร่ขยายไปทั่วยุโรป มีการใช้คณิตศาสตร์มาช่วยคำนวณในเรื่องของการออกแบบ perspective ศิลปินหลายๆ คนย้อนกลับไปค้นหาความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของชาวโรมันที่สูญหายไปเป็นพันปี แล้วนำกลับมาพัฒนางานสร้างอีกครั้งหนึ่ง โดมของวิหารนี้ถูกออกแบบขึ้นให้มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (ในสมัยนั้น) แต่มีน้ำหนักเบา

 

ด้านหน้าของวิหารประดับด้วยหินอ่อนสีเขียว ประดิษฐ์ประดอยอย่างวิจิตรพิสดารสวยงามมากครับ

 

ดูใกล้ ๆ อีกรูป

 

ถึงแม้ข้างนอกจะใหญ่โตวิจิตรตระการตา แต่ภายในกลับเรียบง่ายตามสไตล์เรอเนสซองส์

 

โบสถ์ต่าง ๆ ในอิตาลีจะประกอบด้วยสามส่วน คือมหาวิหารที่เรียกว่าดูโอโม (Duomo) หอนาฬิกา และอาคารแบบทิสเทอรี (Baptistery) ที่ไว้ประกอบพิธีศีลจุ่ม มักจะมีรูปร่างกลมหรือเป็นเหลี่ยม ๆ

โดมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใลก (ในสมัยนั้น) ฝีมือของบรูเนลลิสกี (Brunelleschi) ผู้ที่เดินทางไปโรมเพื่อดั้นด้นศึกษางานสถาปัตยกรรมแบบโรมันที่สูญหายไปเป็นเวลาพันกว่าปี จนสามารถสร้างโดมขนาดใหญ่ที่สุดได้

 

เมืองนี้ถูกปกครองด้วยตระกูลเมดิชี่ (Medici) เป็นเวลายาวนาน คนในตระกูลนี้ก็ทำให้เมืองฟลอเรนซ์กลายเป็นศูนย์กลางของศิลปะตะวันตกอย่างแท้จริงด้วยการอุปถัมถ์ศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น มิเคลันเจโล (Michelangelo), บอตติเชลลิ (Botticelli)

อาคารมหึมานี้เรียกว่าปาลัซโซเวคคิโอ แปลเป็นไทยว่าปราสาทเก่า เป็นศูนย์กลางในการบริหารแผ่นดิน ปัจจุบันด้านหน้าอาคารนี้จะประดับประดาไปด้วยรูปประติมากรรมทั้งของจริงของจำลอง ไว้ให้ประชาชนหรือนักท่องเที่ยวได้ชื่นชมฟรี

 

หนึ่งในรูปปั้นที่สามารถชมได้ฟรีบริเวณด้านหน้าหรือข้าง ๆ อาคารปาลัซโซเวคคิโอ
เป็นรูปปั้นของเพอร์ซีอุส (Perseus) ตัดหัวนางเมดูซา (Medusa) ผู้มีงูบนศีรษะ

 

ฟลอเรนซ์เป็นศูนย์กลางของศิลปะตะวันตกอย่างแท้จริง ใครที่ศึกษาด้านศิลปะต้องหาโอกาสมาชมให้ได้ ถึงไม่ศึกษาก็น่าจะมาดูเป็นบุญตา

รูปปั้นของชายหนุ่มที่หล่อที่สุดในโลกชื่อ เดวิด ฝีมือของมิเคลันเจโล รูปปั้นนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์ The Gallery ต้องเสียเงินเข้าไปดู แต่ถ้าใครไม่อยากเสียเงินสามารถชมของจำลองเหมือนจริงได้ด้านหน้าอาคารปาลัซโซเวคคิโอเช่นเดียวกัน ว่ากันว่าของจำลองทำได้เหมือนของจริงทุกประการ ผมเลยดูของฟรีหน้าตึกก็พอไม่ได้เข้าไปดูข้างในหรอก เห็นด้วยตาตัวเองแล้วต้องยอมรับว่าเขาปั้นได้สุดยอดจริงๆ ได้สัดส่วน มีรายละเอียดชัดเจน เส้นเลือด กล้ามเนื้อ

 

หนุ่มรูปหล่ออย่างเดวิด 30 ปีผ่านไป ก็เป็นดังนี้ กร๊าก ๆ ๆ ๆ

 

ไปฟลอเรนซ์ มีโอกาสก็ควรแวะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์บ้าง ที่สำคัญที่สุดคือ อุฟฟิซี (Uffizi) อยู่ด้านข้างอาคารปาลัซโซเวคคิโอ มีภาพวาดฝีมือบอตติเชลลี (Botticelli) ที่สำคัญ 2 รูปคือ Birth of Venus และ Spring

คำว่า Uffizi ก็คือ Office ในภาษาอังกฤษนั่นเอง ก่อนเคยเป็นที่ทำการของพวกตระกูลเมดิชีก่อนเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัฑฑ์ ผมไปยืนต่อแถวเพื่อซื้อตั๋วเข้าชมนานมากเกือบ 3 ชั่วโมง อยู่ข้างในจริงๆ ไม่ถึง 2 ชั่วโมง แต่ถ้าใครไม่อยากรอสามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้โดยจ่ายเพิ่ม 3 ยูโร เรื่องของการเข้าแถวคอยเป็นเรื่องธรรมดาของประเทศนี้ครับ ตั้งแต่สนามบินยันพิพิธภัณฑ์ทุกที่ เขาน่าจะมีวิธีการจัดการที่ดีกว่านี้ แต่ปัญหาคือค่าแรงครับ ค่าแรงสูงมาก เขาจึงจัดคนบริการไม่เพียงพอ คนรอก็ยืนรอกันไป

 

มาชมภาพ Birth of Venus ฝีมือ บอตติเชลลี (Botticelli) ของจริงงามมาก

 

ผีมือ บอตติเชลลี อีกภาพชื่อว่า Primavera ในภาษาอิตาเลียน แปลว่า Spring หรือฤดูใบไม้ผลิ

 

สะพานเก่าแก่ของเมืองชื่อปองต์เวคคิโอ สองข้างบนสะพานเป็นร้านค้า สมัยก่อนเป็นร้านขายเนื้อสัตว์ ต่อมามีการปรับปรุงทัศนียภาพเลยเปลี่ยนให้กลายเป็นร้านขายทองทั้งหมด แต่คนไทยอย่าไปซื้อเชียวนะครับ เพราะทองแค่ 18K ของเราดีกว่าเยอะ สะพานนี้เป็นสะพานเดียวที่หลงเหลือจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสะพานที่มีชื่อเสียงมาก

 

Bird eye view

 

หมูป่าตัวนี้ ใครได้ไปลูบจมูกและปล่อยเหรียญลงมาจากปลายจมูกให้ลงท่อที่รอรับข้างล่างจะนำมาซึ่งโชคดี อย่าลืมไปหาให้เจอนะ อยู่หน้าตลาดขายของที่ระลึก ดูจมูกดิ มันแผลบเลย

 

พาลาซโซพิตติ (Palzzo Pitti) เดิมเป็นที่พำนักของพวกตระกูลเมดิชี ปัจจุบันก็เป็นพิพิธภัณฑ์อีกแห่ง

 

คราวหน้ายังคงอยู่ในแคว้นทัสคานีก่อน ยังมีเมืองสวย ๆ อีกหลายเมือง ไปพิซ่าก่อนดีกว่า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

big smile big smile Hot! Hot!
เที่ยวตั้งแต่เช้าเรย