นครรัฐวาติกันเป็นประเทศเอกราชที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก แต่อยู่ใจกลางกรุงโรม มีกำแพงล้อมรอบเกือบทุกด้าน ยกเว้นด้านมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ชื่ออย่างเป็นทางการของประเทศนี้คือ Holy See คำว่า see เป็นศัพท์ทางคริสตศาสนา น่าจะแปลว่าศาสนจักร (แต่ผมไม่แน่ใจนะครับ ผิดถูกแนะนำได้ครับ) ประเทศนี้เกิดขึ้นได้ไม่นานในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเล็กน้อย เดี๋ยวค่อย ๆ เล่าให้ฟังต่อไปครับ

 

สิ่งที่น่าสนใจอันดับหนึ่งก็คือมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์และลานด้านหน้า จักรพรรดิคอนสแตนตินที่รับเชื่อศาสนาคริสต์ได้สร้างวิหารขึ้นที่ตรงนี้เป็นครั้งแรกในคริสตศตวรรษที่ 4 แต่วิหารก็เสื่อมโทรมและพังทลายลง จนอีกหนึ่งพันปีต่อมาได้มีการสร้างมหาวิหารหลังปัจจุบันขึ้นมาแทนที่ ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินหลายท่าน แต่ส่วนใหญ่จะให้เครดิตแก่มิเคลันเจโลที่มีส่วนสำคัญในการก่อสร้างโดยเฉพาะยอดโดมที่สวยงาม

 

ส่วนลานขนาดมหึมาด้านหน้ากลับเป็นผลงานของศิลปินรุ่นหลังที่ชื่อแบร์นินี (Bernini) ผู้ออกแบบน้ำพุต่าง ๆ รอบกรุงโรม เชื่อกันว่าตัวมหาวิหารสร้างบนที่ซึ่งเซนต์ปีเตอร์หรือที่รู้จักในบ้านเราว่านักบุญเปโตรถูกประหารชีวิตด้วยการตรึงกางเขนแบบกลับหัวลงในยุคโรมันโบราณ

 

ลานแห่งนี้มีชื่อเรียกเป็นทางการว่าปิแอสซ่า ซานพิเอโตร (Piazza San Pietro) สร้างเป็นรูปวงรีล้อมรอบด้วยเสา 284 ต้น บนหลังคามีรูปปั้นของนักบุญ 96 องค์ กลางลานมีเสาโอบิลิสก์ (Obelisk) อายุเก่าแก่กว่า 2000 ปี ลานแห่งนี้ในช่วงพิธีสำคัญทางคริสต์ศาสนาจะเป็นที่ชุมนุมของศาสนิกชนจากที่ต่าง ๆ ทั่วโลก

 

ภายในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์สามารถเข้าชมได้ฟรี แต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจตราอย่างละเอียด แล้วถ้าไปในช่วงฤดูท่องเที่ยวหรือเทศกาลสำคัญทางศาสนาก็ต้องต่อแถวยาวมาก ซึ่งการต่อแถวเพื่อเข้าชมอะไรก็ตามในประเทศอิตาลีถือเป็นของธรรมดา

 

สิ่งสำคัญภายในตัววิหารคือรูปประติมากรรมหินอ่อนอันมีชื่อเสียงของมิเคลันเจโล่ชื่อว่า Pieta ซึ่งเป็นรูปของพระแม่มารีประคองร่างของพระเยซูหลังจากสิ้นพระชนม์บนกางเขนไว้บนตัก เป็นรูปแกะสลักซึ่งสื่อถึงอารมณ์ความรักของแม่ได้อย่างลึกซึ้ง

 

จะเล่าถึงประวัติความเป็นมาของประเทศนี้ซักหน่อย ก่อนอื่นคงต้องท้าวความไปถึงเรื่องของการรวมชาติของอิตาลี หลังจากจักรวรรดิโรมันล่มสลายลง ดินแดนอิตาลีได้ถูกแบ่งแยกเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย มีการปกครองแบบนครรัฐอย่างยาวนานเป็นเวลากว่าพันปี กรุงโรมนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของศาสนจักรซึ่งมีพระสันตปาปาเป็นประมุข (คำว่า "ปาปา" ในสันตปาปาเป็นคำมาจากภาษาทางตะวันตกเพราะคนอิตาลีเองเรียกพระสันตปาปาว่า "papa" ผมเองก็นึกว่าเป็นคำในภาษาไทยมาตลอด) ตอนที่มีการรวมประเทศเกิดขึ้น ทางกองทัพต้องการได้กรุงโรมเป็นเมืองหลวงเพราะความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์และศาสนา กองทัพของการิบัลดีสามารถยึดกรุงโรมได้ พระสันตปาปาจึงหลบหนีเข้าไปอยู่ในวาติกันและขังตัวเองอยู่ในนั้นไม่ยอมออกมาร่วมสังฆกรรมกับประเทศเกิดใหม่นี้ เรียกว่าคว่ำบาตรกันเลยทีเดียว (คำนี้มีที่มาจากศาสนาพุทธ คือถ้าพระสงฆ์ต่อต้านฆราวาสคนใด ท่านจะไม่รับบาตรจากฆราวาสผู้นั้นโดยการคว่ำบาตรเมื่อเดินผ่าน) พระสันตปาปาในยุคนั้นขังตัวเองอยู่แต่ในวาติกันเป็นเวลายาวนานถึง 68 ปี จนกระทั่งมุสโซลินีเซ็นสัญญากับพระสันตปาปาในปี ค.ศ.1929 (พ.ศ.2472) โดยการยินยอมให้นครรัฐวาติกันเป็นประเทศอิสระ มีอำนาจในการปกครองตนเอง ส่วนทางวาติกันก็ยอมรับประเทศอิตาลีนี้เป็นครั้งแรก

 

ทางวาติกันเองได้จัดตั้งกองทหารเล็กๆ ขึ้นมา เรียกว่าเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของพระสันตปาปา เรียกว่า Swiss guards มีประมาณร้อยนาย ทหารพวกนี้เป็นชาวสวิสทั้งหมด (เรื่องอะไรจะเอาทหารอิตาลีมาเป็นบอดี้การ์ด เดี๋ยววันดีคืนดีรัฐบาลเปลี่ยนใจคิดจะรวมประเทศก็เสร็จน่ะสิ ว่าแล้วก็เอาชายหนุ่มจากสวิสซึ่งเป็นประเทศที่เป็นกลางมาตลอดมาเป็นทหารคุ้มครองดีกว่า) กองทหารนี้จัดตั้งขึ้นราวคริสตศตวรรษที่ 15 และทหารในยุคปัจจุบันก็ยังคงแต่งกายในเครื่องแบบย้อนยุคเหมือนในสมัยยุคกลางอยู่ สำหรับนักท่องเที่ยวเห็นแล้วก็แปลกตาดี อยากจะเข้าไปถ่ายรูปด้วย ใครไปขอถ่ายรูปด้วยจะโดนตะเพิดออกมาทันที เพราะเขาถือว่าเขาเป็นทหารไม่ใช่ตัวตลกในละครสัตว์ ใครจะถ่ายก็ต้องแอบถ่ายโดยดึงซูมเข้าไปเอง ไม่มีการมาโพสท่าให้ถ่ายรูปเป็นเด็กขาด (ดุมาก ขอบอก)

 

ที่สุดท้ายในโรมที่พลาดไม่ได้คือพิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican museum) ถึงแถวจะยาวแค่ไหน ถึงค่าเข้าจะเป็นเท่าไหร่ก็ตาม ถ้ามีเวลาซักครึ่งค่อนวันที่โรม ก็ควรจะหาโอกาสมาชมให้ได้เพราะเป็นที่รวมของงานศิลปะระดับโลกมากมาย มีทั้งมัมมี่และงานประติมากรรมจากอียิปต์ รูปแกะสลักหินอ่อนจากยุคกรีกโรมันโบราณ รวมทั้งภาพวาดแบบเฟรสโก้จากศิลปินชื่อดังโดยเฉพาะมิเคลันเจโลและราฟาเอล

ภาพวาดเฟรสโก้ภาพนี้เป็นหนึ่งในผลงานจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ชื่อว่า School of Athens เป็นผลงานของราฟาเอล เขาวาดภาพนี้ขึ้นมาจากจินตนาการโดยการนำนักคิด นักปรัชญา นักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของกรีก มารวมไว้ในภาพเดียวกัน เช่น พลาโต้ อริสโตเติล ยุคลิด พิธากอรัส พโตเลมี อาร์คิมีดิส ซึ่งในชีวิตจริงอาจจะอยู่คนละยุคคนละสมัย แต่มารวมกันได้ในจินตนาการของราฟาเอล ผู้ซึ่งวาดภาพนี้ในวัยหนุ่มเพียง 27 ปี

 

ศูนย์กลางของภาพนี้แสดงถึงนักปรัชญากรีกที่สำคัญ 2 ท่านคือพลาโต้และอริสโตเติ้ล ท่านหลังเป็นลูกศิษย์ของท่านแรก แต่เสนอแนวคิดเชิงปรัชญาแตกต่างกัน ให้สังเกตว่าพลาโต้ชี้นิ้วขึ้นฟ้าและอริสโตเติ้ลคว่ำฝ่ามือลงดิน

เนื่องจากว่าในสมัยที่ราฟาเอลวาดรูปนี้ เป็นเวลากว่าสองพันปีหลังยุคของนักปรัชญาเหล่านี้ เขาจึงใช้หน้าตาของศิลปินที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นเป็นแบบให้กับนักปรัชญาหลายๆ คน เช่นรูปนี้ว่ากันว่าหน้าพลาโต้จริงๆ คือหน้าของลีโอนาร์โด้ ดาร์วินชี

 

แต่ห้องที่มีชื่อเสียงที่สุดคือห้องซิสทีน (Sistine Chapel) ซึ่งใครที่มาชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ต่างก็ต้องการชมห้องนี้ให้ได้ ห้องนี้ใช้เป็นที่ประชุมของพระคาร์ดินัลเพื่อเลือกพระสันตปาปาองค์ต่อไป และจะไม่มีใครออกจากห้องนี้จนกว่ากระบวนการเลือกจะเสร็จสิ้นลง แต่สิ่งที่คนเข้ามาชมคือภาพวาดเฟรสโก้ฝีมือของมิเคลันเจโล พระสันตปาปาจูเลียสที่สองได้ว่าจ้างศิลปินชาวฟลอเรนซ์ผู้นี้ให้วาดภาพเฟรสโก้บนเพดานของห้องนี้ มิเคลันเจโลใช้เวลาถึง 4 ปีกินนอนอยู่บนนั่งร้านเพื่อวาดภาพปูนเปียกเป็นเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับปฐมกาล (Genesis) ตั้งแต่การสร้างโลก สร้างมนุษย์เพศชาย (Adam) สร้างมนุษย์เพศหญิง (Eve) จากซี่โครงของผู้ชาย อีฟทรยศต่อพระเจ้าจนถูกขับออกจากสวนอีเดน และภาพน้ำท่วมโลก รวมทั้งหมด 9 ภาพ

 

รูปที่ออกจะคุ้นตาที่สุดคือรูป The Creation เป็นฉากที่พระเจ้าสร้างอาดัม มนุษย์คนแรกขึ้นมา มองเห็นไหมครับว่าอยู่ตรงไหนในรูปข้างบน

 

4 ปีต่อมา มิเคลันเจโลได้ถูกว่าจ้างให้กลับมาวาดภาพที่ห้องนี้อีกครั้ง เป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชื่อว่า วันพิพากษา (The Last Judgement) เป็นภาพที่เมื่อถึงวันสิ้นสุดโลก พระเจ้า (พระเยซูในรูป) จะเสด็จกลับลงมาและพิพากษามนุษย์แต่ละคนว่าใครควรจะขึ้นสวรรค์ ใครควรจะลงนรก ภาพนี้อยู่บนผนังกำแพงด้านหนึ่งเต็มๆ ของห้อง

 

ศูนย์กลางของภาพคือพระเยซูคริสต์ ซึ่งวาดขึ้นตามสไตล์ของมิเคลันเจโล มนุษย์ผู้ชายจะล่ำ ๆ หนา ๆ กล้ามโต ๆ เดี๋ยวคงได้เห็นอีกเยอะครับ

 

ออกจากวาติกันมา จะต้องเห็นปราสาทแห่งนี้ที่ชื่อว่า Castel Sant'Angelo ถึงจะไม่ได้อยู่ในกำแพงวาติกัน แต่ก็ถือว่าอยู่ในอาณาจักรของวาติกันตามสนธิสัญญาที่มุสโสลินีได้ให้ไว้ จะมีทางเดินลับเชื่อมระหว่างปราสาทแห่งนี้กับพระราชวังของพระสันตปาปาเพื่อเอาไว้หลบภัยหากศัตรูคิดจะมาจับตัวพระองค์ ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์

 

ทางออกจากพิพิธภัณฑ์วาติกันจะเป็นรูปบันไดเกลียว 

 

จบแล้วครับ คราวหน้าจะพาไปแคว้นทัสคานีที่มีเมืองสำคัญเยอะแยะมากมาย



View Vatican in a larger map

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอ้วววว อ่านแ้ล้วได้อะไรเยอะมากๆ
อยากไปบ้างจังเลย อยากไปดูรูปวาดบนเพดานจัง น่าไปดูมาก
เอาไปเลยค่ะ
Hot! Hot! Hot! question

#1 By พ ั ด จ ั ง on 2008-03-30 15:41

sad smile เมืองเค้าหรูจังเลยง่ะ
อยากไปสัมผัสซักครั้งจังเลย

#2 By Nancy อารมณ์ดี on 2008-03-30 22:43

สวยงามมากมาย




confused smile

#3 By Filmy on 2008-03-31 00:08

ชีวิตนี้ถ้ามีโอกาสจะไปสักครั้งdouble wink
O_o...!!!

เห็นได้ข่าวมาว่า ห้องบางห้องห้ามถ่ายรูปนี่ครับ อย่างในวัดน้อยซิสทีนเป็นต้น - -''

สวยงามมากครับ ^^ ขอบคุณที่เอามาฝาก

#5 By on 2008-03-31 00:48

เค้าห้ามนะ แต่ก็ถ่ายกันอ่ะ ทหารก็ตโกน NO CAMERA เสียงดังน่ากลัวมาก แต่คนเยอะก็ไม่รู้หรอกว่ากล้องใคร เราก็แอบถ่ายมา ฮาาาาาาsad smile

#6 By 6monkey on 2008-03-31 08:56

น่าาาาไปจริง ๆ เลย
อยู่เยอรมันตั้งปี
ยังไม่เคยไปอิตลาลีเลยค่ะ
ต้องพยายามไปให้ได้
Hot! Hot!
ขอแอดไว้เลยนะคะbig smile

#7 By Fein on 2008-03-31 10:21

สวยงามตระการตาจัง สักวันต้องไปสัมผัสบรรยากาศเมืองอิตาลีด้วยตัวเองให้ได้

me/กลับไปปั่นงานทำเงิน

#8 By kororo on 2008-03-31 11:08

อ๊า สวยยยยยยยย

ซักครั้งในชีวิต อยากไปให้ได้ค่า TvT!!

#9 By syaolee on 2008-03-31 11:20

ถ่ายรูปสวยจังครับ
เก็บข้อมูลละเอียดด้วยดูเป็นการเที่ยวที่คุ้มค่ามากเลยครับ cry

#10 By TOON on 2008-03-31 12:20

สวยจริงๆค่ะ
Pietaนี่ท่าทางว่าของจริงจะต้องสวยสุดๆ
เฮ่อ นึกถึงตอนเรียน 555
ถ้า เทวากับซาตาน่ายเสร็จ
งานนี้คงได้ชมวาติกันเต็มอิ่มแน่ๆเลยค่ะ
The Last Judgement อูวว ล่ำดีแท้ 555

#11 By Ame... on 2008-03-31 17:40

ไปมาเหมือนกันแต่ไม่ได้ดูละเอียดขนาดนี้อ่ะครับเพราะเป็นชะโงกทัวร์ Hot!
ถ่ายรูปได้สวยงามมากครับ!

#13 By neizod (118.172.33.217) on 2008-03-31 21:36

เป็นเมืองที่สวยมากทีเดียวค่ะ
ในชีวิตนี้ต้องไปให้ได้สักครั้ง อิอิ
ติดอยู่อย่างเดียว ยังเก็บตังค์ไม่ถึงเลย 555555555
big smile open-mounthed smile confused smile

#14 By GoddessIsis on 2008-03-31 22:25

ตอบ #10, #13 รูปพวกนี้เป็นรูปจากโปสการ์ดครับ ผมสะสมโปสการ์ดเป็นงานอดิเรกครับ เลยหาเรื่องมาประกอบรูปสวย ๆ

#16 By Cherokee on 2008-03-31 23:08

ภาพสวยมากครับ

ได้ความรู้ด้วย

อยากไปปปปปปcry cry cry cry

#17 By plynoi แว่วศรี on 2008-04-01 12:51

อยากไปจัง

#18 By pangtode on 2008-04-01 16:29

สุด สุดอยากไป

#19 By nutters_@1615 (202.149.24.161) on 2008-09-14 10:43

question อบากปายจางง่ะ

#23 By R.... (118.172.138.133) on 2009-02-28 17:30

สวยงามมากค่ะ

#24 By Turch (202.170.116.13) on 2009-04-24 16:45

เห็นภาพแล้วอยากจะไปจัง
กำลังเรียนวัฒนธรรมยุโรป
เรียนแล้วเห็นสถานที่ตางๆ
ยื่งทำให้อยากไป
big smile confused smile

#25 By Turch (202.170.116.13) on 2009-04-24 16:48

รูปสวยมากมายค่ะ ความรู้เยอะด้วย

#26 By honeykwakwa on 2009-05-26 22:48

สุดยอดครับ สนุกมาก มาอ่านเอาความรู้อีกที หลังจากที่ได้ดู เทวากับซาตาน ได้ความรู้เพิ่มขึ้นมาอีกมากเลยครับ ขอบคุณครับ

#27 By เจ้าชายน้อย on 2009-05-29 18:40

ผมก็ไปดูเทวากับซาตานมา ดีใจที่ได้ทราบข้อมูลพวกนี้มาก่อน แล้วได้ไปเที่ยวสถานที่เกิดเหตุหลาย ๆ ที่ด้วย เลยทำให้เข้าใจเรื่องมากขึ้นครับ

#28 By Cherokee on 2009-05-29 23:59

พรุ่งนี้ก็จะได้ไปเห็นของจริงหล่ะ ดีใจจัง

รูปภาพสวยจับใจมากเลยนะค่ะ ^^

#29 By Mon (80.217.139.15) on 2009-07-08 08:50

สวยมากจริงๆค่ะ

#30 By อร (58.8.83.2) on 2009-07-12 17:51